ประกาศประเภท ศิลปะวัฒนธรรมและประเพณี

พระพุทธรูปที่เขาชีจรรย์ เนื่องจากสภาพภูมิประเทศโดยรอบวัดญาณสังวราราม เป็นภูเขาสูงหลายลูก เช่น เขาชีโอน เขาชีจรรย์ เขาดิน เป็นต้น โดยเฉพาะเขาชีจรรย์ มีความสูงเด่นสามารถมองเห็นได้ในระยะไกล ได้มีการขอสัมปทางทำการระเบิดหิน เพื่อนำไปใช้ในการก่อสร้างมาแล้วช้านาน ในปัจจุบันเขาดังกล่าว ได้เสียสภาพความเป็นธรรมชาติไป เนื่องจากระเบิด เสียงระเบิดทำให้เสียบรรยากาศในการปฏิบัติสมาธิ แม้กระทั่งสัตว์ป่าต่าง ๆ และนกซึ่งเดิมมีอยู่เป็นจำนวนมาก ต่างก็หลบหนลี้ภัยไปอยู่ ณ ที่อื่น จึงได้มีพระราชดำริว่าควรจะหาทางระงับการระเบิดที่เขาชีจรรย์ และโปรดเกล้าฯ ให้แกะสลักภูเขาด้านที่ถูกระเบิดเป็นพระพุทธรูปแทน
3 ปี
0
21
ราชกรีฑาสโมสร (อังกฤษ: The Royal Bangkok Sports Club) เป็นสโมสรกีฬาในประเทศไทย ตั้งอยู่เลขที่ 1 ถนนอังรีดูนังต์ แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2444 ประกอบด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับสมาชิก เพื่อการเล่นกีฬาประเภทต่างๆ เช่น สนามกอล์ฟ สระว่ายน้ำ สนามเทนนิส ห้องฟิตเนส นอกจากนี้ ยังมีการจัดแข่งม้าในวันอาทิตย์เว้นอาทิตย์ สลับกับราชตฤณมัยสมาคม ปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 12,500 คน เมื่อปี พ.ศ. 2433 แฟรงคลิน เฮิร์สท์ ชาวอังกฤษ ยื่นหนังสือต่อสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเทวัญอุไทยวงศ์ กรมพระยาเทวะวงศ์วโรปการ เสนาบดีว่าการต่างประเทศ เสนอให้จัดตั้งสมาคมเพื่อส่งเสริมการเพาะพันธุ์ดูแลม้าและการเล่นกีฬา โดยควรเป็นสถานที่ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองเพื่อเข้าถึงได้ง่าย และเปิดโอกาสให้คนไทยเข้าเป็นสมาชิกได้ด้วย หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้จัดสร้าง รอยัล สปอร์ต คลับ (Royal Sports Club) ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เปลี่ยนเป็นชื่อภาษาไทยว่าสโมสรราชกรีฑา และเปลี่ยนชื่อเป็นราชกรีฑาสโมสร จนถึงปัจจุบัน ต่อมาใน พ.ศ. 2435 เริ่มทำสัญญาเช่าที่ดินบริเวณสระปทุม โดยการก่อสร้างดำเนินไปจนถึง พ.ศ. 2444 จึงมีพิธีเปิดสโมสรอย่างเป็นทางการ เป็นสถานที่เล่นกีฬากอล์ฟแห่งแรกในประเทศไทยเมื่อ พ.ศ. 2445 และมีการจัดแข่งม้าเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2446[2] จากนั้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2454 ฟัน เดน บอร์น ชาวเบลเยียม นำเครื่องบินแบบออวิลล์ไรต์ ปีกสองชั้น มาแสดงการบินเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ที่สนามม้าของราชกรีฑาสโมสร ต่อมาใน พ.ศ. 2456 กระทรวงกลาโหมนำพื้นที่ส่วนหนึ่งของสนามม้าราชกรีฑาสโมสร ไปใช้เป็นสถานที่ขึ้นบินและลงจอดเครื่องบินแห่งแรกของประเทศไทย โดยใช้ชื่อว่าสนามบินสระปทุม จากนั้นเมื่อ พ.ศ. 2457 มีการพิจารณาว่า สนามบินถาวรควรตั้งอยู่บนที่ดอนซึ่งน้ำท่วมไม่ถึง จึงย้ายไปยังที่ดอนตอนเหนือของอำเภอบางเขน แล้วให้ชื่อว่าท่าอากาศยานดอนเมือง
3 ปี
0
4
โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย เป็นโรงเรียนประจำชาย(โรงเรียนชายล้วน) สถาปนาขึ้นโดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยพระองค์พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อสร้างโรงเรียนแก่กุลบุตรชาวไทยแทนการสร้างพระอารามซึ่งมีอยู่มากแล้วนั้น ต่อมา ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้มีพระบรมราชโองการให้รวมโรงเรียนมหาดเล็กหลวง กรุงเทพ และ โรงเรียนราชวิทยาลัยเข้าด้วยกัน โดยให้นักเรียนย้ายมาเรียนรวมกันที่โรงเรียนมหาดเล็กหลวงกรุงเทพ พร้อมทั้งได้พระราชทานนามโรงเรียนขึ้นใหม่ว่า “วชิราวุธวิทยาลัย” เพื่อเป็นพระบรมราชานุสรณ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระผู้พระราชทานกำเนิดโรงเรียนสืบต่อไป วชิราวุธวิทยาลัยมีตึกที่พักนักเรียน เรียกว่า "คณะ" เป็นเสมือนบ้านของนักเรียน แบ่งออกเป็น 2 ฝั่ง คือ คณะเด็กโต สำหรับนักเรียนชั้นมัธยม แบ่งออกเป็น ๖ คณะ คือ คณะผู้บังคับการ คณะดุสิต คณะจิตรดา คณะพญาไท คณะจงรักภักดี คณะศักดิ์ศรีมงคล ส่วนคณะเด็กเล็กสำหรับนักเรียนชั้นประถม แบ่งออกเป็น ๓ คณะ คือ คณะสนามจันทร์ คณะนันทอุทยาน และ คณะสราญรมย์ นอกจากนี้ ทางโรงเรียนยังส่งเสริมให้นักเรียนได้เล่นกีฬาต่าง ๆ เช่น รักบี้ฟุตบอล แบดมินตัน นอกจากนี้ ยังมีการจัดการแข่งขันรักบี้ประเพณีกับมาเลย์ คอลเลจ (Malay College Kuala Kangsar) จากประเทศมาเลเซีย เป็นประจำทุก ๆ ปี ปัจจุบัน ดำเนินการสอนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 ตั้งอยู่ที่ ถนนราชวิถี แขวงดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร
3 ปี
0
1
สะพานพระพุทธยอดฟ้า หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า สะพานปฐมบรมราชานุสรณ์[2] (อังกฤษ: Phra Phuttha Yodfa Bridge, Memorial Bridge) เป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่เชื่อมการคมนาคมติดต่อระหว่างฝั่งพระนครกับฝั่งธนบุรีของกรุงเทพมหานคร ที่ปลายถนนตรีเพชร แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กับปลายถนนประชาธิปก แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี ปัจจุบันสะพานแห่งนี้อยู่ในความรับผิดชอบของกรมทางหลวงชนบท สะพานพระพุทธยอดฟ้า เป็นสะพานที่สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) เมื่อปี พ.ศ. 2472 เนื่องในโอกาสสถาปนากรุงเทพมหานครครบ 150 ปี และโปรดเกล้าฯ ให้มีพระราชพิธีฉลองพระนครครบ 150 ปี ด้วยพระราชดำริที่จะสร้างสิ่งที่เป็นอนุสรณ์ถึงความรำลึกในพระกรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ผู้ทรงสถาปนากรุงเทพมหานคร โดยมีพระราชดำริว่าควรสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช และสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเชื่อมจังหวัดพระนครกับธนบุรีเข้าด้วยกัน เพื่อให้การคมนาคมติดต่อสะดวก ทั้งยังเป็นการขยายพระนครอีกด้วย จึงโปรดเกล้าฯ ให้คิดแบบพระบรมราชานุสาวรีย์ และสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นประกอบกันเป็นปฐมบรมราชานุสรณ์ที่ปลายถนนตรีเพชร ถือเป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งที่ 2 ถัดจากสะพานพระราม 6 ที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 6
3 ปี
0
2
เสาชิงช้า เป็นสถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ประกอบพิธีโล้ชิงช้า ในพระราชพิธีตรียัมพวาย ตรีปวายของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู โดยทั่วไปหมายถึงเสาชิงช้าที่ตั้งอยู่หน้าวัดสุทัศน์เทพวราราม และลานหน้าศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (ลานคนเมือง) ใกล้กับเทวสถานโบสถ์พราหมณ์ ในพื้นที่แขวงเสาชิงช้าและแขวงวัดราชบพิธ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของกรุงเทพมหานคร แม้พิธีโล้ชิงช้าได้เลิกไปแล้วตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ก็ตาม นอกจากนี้ ในประเทศไทยยังมีเสาชิงช้าอีกแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ที่ หน้าหอพระอิศวร เมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งมีการประกอบพิธีโล้ชิงช้ามาแต่โบราณเช่นกัน แต่ได้เลิกไปก่อนที่จะมีการก่อสร้างขึ้นใหม่ในภายหลัง โดยจำลองแบบมาจากเสาชิงช้าที่กรุงเทพมหานคร
3 ปี
0
0
เมื่อปี พ.ศ. 2505 คณะกรรมการมัสยิดยามีอุ้ลนาดียะ (สุเหร่าลำกระโหลก) โดยอีหม่ามสะและ มะหะหมัด เป็นหัวหน้า ได้ขอที่ดินจากเอกชน คือ นายจ้อย หน่อสุวรรณ และนางสาวมาลัย วงศ์สวัสดิ์ จำนวน 3 ไร่ และขอบริจาคเงินพร้อมสิ่งของต่าง ๆ จากประชาชนในท้องถิ่น จนถึง พ.ศ. 2510 จึงได้สร้างอาคารชั่วคราวขึ้น เป็นอาคารไม้ชั้นเดียวทรงปั้นหยา ไม่กั้นห้องเรียนแล้วยกที่ดินให้อำเภอมีนบุรี และในวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2510 ได้เปิดทำการสอนเป็นทางการในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 โดยขอย้ายนักเรียนในท้องถิ่นซึ่งเรียนอยู่ที่ โรงเรียนสุเหร่าคลองหนึ่ง ในปีการศึกษาแรก มีนักเรียน 38 คน ครู 2 คน
3 ปี
0
0
สนามมวยเวทีลุมพินี (อังกฤษ: Lumpinee Boxing Stadium) เป็นสนามมวยมาตรฐานของประเทศไทย เทียบเท่ากับสนามมวยราชดำเนิน เดิมนั้นตั้งอยู่ ณ ถนนพระรามที่ 4 แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ติดกับโรงเรียนเตรียมทหาร (เดิม) ปัจจุบันตั้งอยู่ในพื้นที่ของศูนย์พัฒนากีฬากองทัพบก ถนนรามอินทรา แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2499 โดย พลตรี ประภาส จารุเสถียร ขณะดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ โดยมีการชกมวยนัดแรกเมื่อวันที่ 15 มีนาคม และมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 8 ธันวาคม ปีเดียวกัน ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของกรมสวัสดิการทหารบกกองทัพบก[1] สนามมวยเวทีลุมพินี นับได้ว่าเป็นสนามมวยที่มีประวัติยาวนานเช่นเดียวกับสนามมวยราชดำเนิน มีการจัดการชกมวยทั้งมวยไทยและมวยสากล ผ่านการนัดสำคัญ ๆ มากแล้วมากมาย เช่น การชิงแชมป์โลกครั้งแรกของโผน กิ่งเพชร กับ ปาสคาล เปเรซ เมื่อคืนวันเสาร์ ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2503 เป็นต้น มีการชิงแชมป์ของเวทีทั้งในแบบมวยไทยและมวยสากล ซึ่งผู้ที่ได้แชมป์ของเวทีนี้ก็เสมือนได้แชมป์ของประเทศไทย และมีการเดิมพันแชมป์กับแชมป์ในรุ่นเดียวกันของสนามมวยราชดำเนินเสมอ ๆ สนามมวยเวทีลุมพินี สามารถจัดเก็บค่าผ่านประตูได้มากถึง 3,000,000 บาท ผู้ชมกว่า 10,000 คน เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2532 จากการชกกันของ พงษ์ศิริ พ.ร่วมฤดี กับ ไพโรจน์น้อย ส.สยามชัย นับเป็นคู่ที่ 6 ของการชกในวันนั้น จากการจัดของ ทรงชัย รัตนสุบรรณ[2] สนามมวยเวทีลุมพินี จัดให้มีมวยชกทุกวันอังคาร, ศุกร์ เวลา 18.00 - 22.00 น. และวันเสาร์ เวลา 17.00 - 24.30 น. เว้นวันสำคัญทางศาสนา
3 ปี
0
3
สะพานมิตรภาพ 4 (เชียงของ-ห้วยทราย) (ลาว: ຂົວມິດຕະພາບລາວ - ໄທ ແຫ່ງທີ 4) เป็นสะพานข้ามแม่น้ำโขงเชื่อมต่อระหว่างประเทศไทยที่ บ้านดอนมหาวัน อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงรายกับประเทศลาวที่บ้านดอน เมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว ระยะทาง 2.48 กิโลเมตร รูปแบบของสะพานเป็นคอนกรีตรูปกล่อง (Segmental Concrete Box Girder) มีเสา 4 เสา กว้าง 14.70 เมตร เป็นสะพานขนาด 2 เลน แต่ละเลนกว้าง 3.50 เมตร นอกจากสะพานแล้วยังมีโครงการก่อสร้างถนนไปอีกประมาณ 6 กิโลเมตรเข้าในเขตเมืองห้วยทราย ซึ่งเป็นถนนลาดยางขนาดสองเลน รวมทั้งมีการก่อสร้างด่านตรวจคนเข้าเมืองด้วยสถาปัตยกรรมแบบล้านช้าง เป็นการเชื่อมต่อกับเส้นทางR3A[1][2]เส้นทางR3A] ที่เชื่อมต่อระหว่างจีน – ลาว –ไทย
3 ปี
0
1
สะพานมิตรภาพไทย-ลาว 2 (อังกฤษ: Second Thai–Lao Friendship Bridge; ลาว: ຂົວມິດຕະພາບ ລາວ-ໄທ ແຫ່ງທີສອງ) เป็นสะพานข้ามแม่น้ำโขง เชื่อมต่อจังหวัดมุกดาหารของประเทศไทย เข้ากับแขวงสุวรรณเขตของประเทศลาว เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางเศรษฐกิจตะวันตกตะวันออก ซึ่งเริ่มจากพม่า ผ่าน ไทย ลาวและสิ้นสุดที่เวียดนาม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงของธนาคารการพัฒนาแห่งเอเชีย ซึ่งมีความยาวทั้งหมด 1600 เมตร มีความกว้าง 12 เมตร และมีช่องการจราจร 2 ช่อง[1] มูลค่าการก่อสร้างประมาณ 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยแหล่งทุนในการก่อสร้างเป็นเงินกู้ยืมดอกเบี้ยต่ำจากรัฐบาลญี่ปุ่นให้กับรัฐบาลลาว 4011 ล้านเยน และให้กับรัฐบาลไทย 4079 ล้านเยน ใช้เวลาก่อสร้างตั้งแต่เดือนธันวาคม พ.ศ. 2546 ถึง เดือนธันวาคม พ.ศ. 2549
3 ปี
0
2
สะพานมิตรภาพไทย-ลาว 1 (อังกฤษ: First Thai–Lao Friendship Bridge; ลาว: ຂົວມິດຕະພາບ ລາວ-ໄທ ແຫ່ງທຳອິດ) เป็นสะพานข้ามแม่น้ำโขงขนาดใหญ่แห่งแรก โดยเชื่อมต่อเทศบาลเมืองหนองคายเข้ากับบ้านท่านาแล้ง ซึ่งอยู่ห่างจากนครหลวงเวียงจันทน์ประมาณ 20 กิโลเมตร ประเทศลาว ตัวสะพานมีความยาว 1,170 เมตร มีทางรถ 2 ช่องจราจร กว้างข่องละ 3.5 เมตร ทางเท้า 2 ช่องทาง กว้างช่องละ 1.5 เมตร และรถไฟรางเดี่ยวกว้าง 1 เมตร ตั้งอยู่กึ่งกลาง ใช้งบประมาณก่อสร้าง 30,000,000 ดอลลาร์สหรัฐ ด้วยความช่วยเหลือจากรัฐบาลออสเตรเลีย ใช้ระยะเวลาก่อสร้างระหว่างเดือนตุลาคม พ.ศ. 2534 ถึงเดือนเมษายน พ.ศ. 2537 และเพื่อเป็นการรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี พ.ศ. 2558
3 ปี
0
4
สะพานมิตรภาพไทย-ลาว 3 (อังกฤษ: Third Thai–Lao Friendship Bridge; ลาว: ຂົວມິດຕະພາບລາວ-ໄທ ແຫ່ງທີ 3) [1] เป็นสะพานที่เชื่อมต่อระหว่างประเทศไทย (นครพนม) กับประเทศลาว (คำม่วน) พื้นที่ฝั่งไทย ที่บ้านห้อม ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม ฝั่งลาวอยู่ที่บ้านเวินใต้ เมืองท่าแขก แขวงคำม่วน ควบคุมการก่อสร้างโดยสำนักก่อสร้างสะพาน กรมทางหลวงและบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เป็นผู้รับจ้างก่อสร้างใช้งบประมาณก่อสร้างจากรัฐบาลไทยทั้งสิ้น 1,723 ล้านบาท มีระยะเวลาการก่อสร้างรวม 900 วัน แล้วเสร็จในวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 เป็นเส้นทางการคมนาคมขนส่งด้านการค้า และการท่องเที่ยวเชื่อมโยงจากประเทศไทย ประเทศลาว ประเทศเวียดนาม และภาคใต้ของประเทศจีน ซึ่งมีความยาวรวม 780 เมตร มีช่องลอดกว้าง 60 เมตร สูง 10 เมตร 2 ช่วง ความกว้างสะพาน 13 เมตร และมีการช่องจราจร 2 ช่อง และไม่มีทางรถไฟ และเพื่อเป็นการรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปี 2015 ทั้งนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธาน ในพิธีวางศิลาฤกษ์สะพานมิตรภาพไทย - ลาว แห่งที่ 3 (นครพนม - คำม่วน) วันศุกร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2552 ณ มณฑลพิธี บ้านห้อม ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมืองนครพนม จังหวัดนครพนม และเสด็จทรงเป็นประธานพิธีเปิดอย่างเป็นทางการร่วมกับสหายบุนยัง วอละจิด รองประธานประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ในวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 เวลา 11.11 น. พิธีเปิดสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 3
3 ปี
0
19
สะพานมหาดไทยอุทิศ เปิดใช้เป็นทางการเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2457 เป็นสะพานของถนนบริพัตร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร เพื่อข้ามคลองมหานาค ณ จุดบรรจบระหว่างคลองมหานาคกับคลองรอบกรุงหรือคลองโอ่งอ่าง-บางลำพู มาเชื่อมกับถนนดำรงรักษ์และถนนหลานหลวงรวมทั้งถนนราชดำเนิน สะพานมหาดไทยอุทิศตั้งอยู่ใกล้เคียงกับภูเขาทอง วัดสระเกศและป้อมมหากาฬ สร้างขึ้นเพื่อเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทยร่วมกับข้าราชการของกระทรวงทั่วประเทศร่วมกันบริจาคค่าก่อสร้าง ซึ่งรวมเงินได้ 41,241 บาท 61 สตางค์ มอบให้กรมสุขาภิบาลเป็นผู้สร้าง สิ้นค่าก่อสร้างไปทั้งสิ้น 57,053 บาท 29 สตางค์ ส่วนที่เกินโปรดเกล้าให้กรมสุขาภิบาลออกเงินสมทบ
3 ปี
0
2
สะพานพระราม 6 (อังกฤษ: Rama VI Bridge) เป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาเชื่อมระหว่างแขวงบางซื่อ เขตบางซื่อ กับแขวงบางอ้อ เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร สะพานสร้างตามแบบ Cantilever ประกอบด้วยสะพานเหล็ก 5 ช่วง ส่วนหนึ่งเป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็กให้รถยนต์ทุกชนิดผ่าน อีกส่วนหนึ่งเป็นทางรถไฟ พร้อมทางเดินเท้า 2 ด้าน ตัวสะพานมีความยาว 442.08 เมตร กว้าง 10 เมตร สูงจากระดับน้ำทะเลถึง 10 เมตร ดังนั้นเรือขนาดธรรมดาสามารถลอดผ่านได้
3 ปี
0
5
สะพานเหล็ก คือ สะพานเหล็กข้ามคลองรอบกรุง บริเวณคลองโอ่งอ่างกรุงเทพมหานคร ในปีพุทธศักราช 2438 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ขยายถนนเจริญกรุงและรื้อสร้างสะพานเหล็กใหม่เป็นสะพานโครงเหล็กเปิดได้ การก่อสร้างสะพานเหล็กบนทำให้ต้องมีการย้ายประตูและกำแพงวังที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ริมถนนเจริญกรุงบางส่วน จึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า "สะพานดำรงสถิตย์" เพื่อเป็นเกียรติแด่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ สำหรับสะพานเหล็กล่าง พระราชทานนามว่า "สะพานพิทยเสถียร"เพื่อเป็นเกียรติแก่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมขุนพิทยลาภพฤฒิธาดาซึ่งมีวังที่ประทับตั้งอยู่ใกล้กับสะพาน
3 ปี
0
0
สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า (อังกฤษ: Somdet Phra Pinklao Bridge) หรือที่นิยมเรียกกันว่า สะพานปิ่นเกล้า เป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เชื่อมถนนสมเด็จพระปิ่นเกล้าระหว่างเขตพระนคร (ฝั่งพระนคร) กับเขตบางกอกน้อย (ฝั่งธนบุรี) กรุงเทพมหานคร ปัจจุบันอยู่ในความรับผิดชอบของกรมทางหลวงชนบท สะพานพระปิ่นเกล้าเป็นสะพานแบบคอนกรีตอัดแรงชนิดต่อเนื่อง มีจำนวนช่องทางรถวิ่ง 6 ช่องทางจราจร ความกว้างของสะพาน 26.60 เมตร ความยาว 622 เมตร สร้างขึ้นเพื่อผ่อนคลายความคับคั่งของการจราจร โดยได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลประเทศญี่ปุ่น ในการสำรวจออกแบบสะพาน และให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่รัฐบาลไทย โดยให้เงินกู้สมทบกับเงินงบประมาณของรัฐบาลไทย เริ่มลงมือก่อสร้างเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2514 และสร้างเสร็จทำพิธีเปิดการจราจรเมื่อวันที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2516 โดยได้รับพระราชทานนามว่า "สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า" เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องจากพื้นที่ของสะพานทางฝั่งพระนครนั้นเคยเป็นเขตของพระราชวังบวรสถานมงคล
3 ปี
0
0
สะพานสมเด็จพระเจ้าตากสิน (อังกฤษ: King Taksin Bridge) หรือที่รู้จักในนาม สะพานสาทร เป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เชื่อมถนนสาทร (เขตสาทร-เขตบางรัก) กับถนนกรุงธนบุรี (เขตคลองสาน) เป็นสะพานคู่แยกขาเข้า-ขาออก และเว้นเนื้อที่ระหว่างสะพานไว้เผื่อสร้างระบบขนส่งมวลชนอื่น โดยปัจจุบัน พื้นที่ระหว่างสะพานเป็นรางรถไฟฟ้าบีทีเอสสายสีลม และพื้นที่ในฝั่งพระนครยังเป็นที่ตั้งของสถานีสะพานตากสินอีกด้วย สะพานสมเด็จพระเจ้าตากสินเป็นที่รู้กันของชาวกรุงเทพฯ ว่าประสบปัญหาการจราจรอย่างหนัก โดยเฉพาะขาเข้าฝั่งพระนคร เนื่องจากปริมาณรถมาก และเชิงสะพานฝั่งพระนครมีสัญญาณไฟจราจร จึงเป็นการปิดกั้นกระแสรถจากฝั่งธนบุรีซึ่งมีปริมาณมากให้ไหลไปได้ช้า โดยเฉพาะชั่วโมงเร่งด่วนที่มีปริมาณรถมากเป็นพิเศษ นอกจากนี้ยังมีโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนตั้งอยู่ปลายสะพานทางฝั่งพระนครซึ่งในช่วงเวลาเช้าจะมีผู้ปกครองจอดรถเพื่อส่งเด็กนักเรียนเป็นจำนวนมาก และใช้เวลานานมาก ซึ่งเป็นที่มาส่วนหนึ่งของการจราจรที่ติดขัดเป็นพิเศษ
3 ปี
0
0
สะพานมัฆวานรังสรรค์ เป็นสะพานข้ามคลองผดุงกรุงเกษม ที่สร้างขึ้นพร้อมกับการสร้างถนนราชดำเนินนอก ซึ่งเป็นถนนขนาดใหญ่ แบบที่เรียกว่า Avenue ของทวีปยุโรป อยู่ในพื้นที่เขตพระนคร, เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย และเขตดุสิต กรุงเทพมหานครผู้ออกแบบคือนายการ์โล อัลเลกรี นายช่างชาวอิตาลี สร้างตามสถาปัตยกรรมอิตาลีและสเปน[1] ใช้เวลา 3 ปี ลักษณะเป็นสะพานโครงสร้างคานเหล็กพื้นคอนกรีต ส่วนประดับคือรางสะพานที่เป็นเหล็กหล่อและดวงตรารูปช้างเอราวัณ ที่กลางสะพานมีเสาหินอ่อน มุมสะพานรองรับโคมไฟสำริด ผนังเชิงลาดสะพานประดับด้วยหินอ่อน สะพานแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็นสะพานที่สวยงามสะพานหนึ่งในกรุงเทพฯ รัชกาลที่ 5 ได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงเปิดเมื่อ พ.ศ. 2446 และพระราชทานนามว่า สะพานมัฆวานรังสรรค์ อนึ่ง สะพานที่สร้างข้ามคลองผดุงกรุงเกษมนี้มีชื่อเรียกคล้องจองกัน คือ สะพานเทเวศรนฤมิตร สะพานวิศสุกรรมนฤมาณ สะพานมัฆวานรังสรรค์ สะพานเทวกรรมรังรักษ์ และสะพานจตุรพักตร์รังสฤษดิ์ ซึ่งทั้งหมดแปลว่า "สะพานที่สร้างโดยเทวดา" ต่อมาในปี พ.ศ. 2536 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันทรงมีพระราชดำริให้สร้างสะพานเสริมที่ด้านข้างสะพานมัฆวานรังสรรค์เดิม เพื่อแก้ปัญหาการจราจรติดขัดในบริเวณดังกล่าว
3 ปี
0
0
สะพานภูมิพล หรือเดิม สะพานวงแหวนอุตสาหกรรม[1] (อังกฤษ: Bhumibol Bridge) เป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาสำหรับถนนวงแหวนอุตสาหกรรม เชื่อมระหว่างถนนพระรามที่ 3 ถนนสุขสวัสดิ์ ถนนปู่เจ้าสมิงพราย และถนนกาญจนาภิเษกลักษณะเป็นสะพานขึงขนาด 7 ช่องการจราจร ทางด้านเหนือหรือ "สะพานภูมิพล 1" เชื่อมระหว่างแขวงบางโพงพาง เขตยานนาวา กรุงเทพมหานคร กับตำบลบางยออำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ทางด้านใต้หรือ "สะพานภูมิพล 2" เชื่อมระหว่างตำบลทรงคนองกับตำบลบางหญ้าแพรก อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ มีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2549 แต่ก่อนหน้านั้นได้เปิดใช้ตั้งแต่วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2549 ในวันพุธที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทางชลมารค โดยเรือพระที่นั่งอังสนาของกองทัพเรือ ทรงทำพิธีเปิดสะพานภูมิพลและประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์ ณ กลางแม่น้ำเจ้าพระยา ในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ
3 ปี
0
1
สะพานพระราม 9 (อังกฤษ: Rama IX Bridge) หรือที่รู้จักกันทั่วไปในนาม สะพานขึง เป็นสะพานเสาขึงระนาบเดี่ยวแห่งแรกของประเทศไทยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานชื่อสะพานพระราม 9 เพื่อเป็นสิริมงคลเนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 60 พรรษา ปี พ.ศ. 2530 สะพานพระราม 9 เป็นส่วนหนึ่งของทางด่วนเฉลิมมหานคร สายดาวคะนอง-ท่าเรือ ช่วงที่ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา มีลักษณะเป็นสะพานชนิด Single Plane Fan Type Cable-Stayed Bridge หรือสะพานขึงโดยใช้สายเคเบิลขนาดใหญ่ขึงเป็นระนาบเดี่ยวไว้กับเสาสูงของสะพานเพื่อรับ น้ำหนักของสะพาน เริ่มดำเนินการก่อสร้าง เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2527 เปิดให้บริการเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2530 โดยมีกิจกรรมวิ่งมาราธอน ลอยฟ้าในเวลา 06.00 น. ในวันที่ทำพิธีการเปิด โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเป็นองค์ประธาน มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมกว่า 85,000 คน และในเวลาค่ำ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี เป็นผู้นำประชาชนจุดเทียนชัยถวายพระพรพร้อมกับร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี และมีการแสดงพลุดอกไม้ไฟอย่างตระการตา
3 ปี
0
1
สะพานพระราม 8 (อังกฤษ: Rama VIII Bridge) เป็นสะพานขึงแบบอสมมาตรเสาเดี่ยว ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งที่ 13 ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีแนวสายทางเชื่อมต่อกับทางคู่ขนานลอยฟ้าบรมราชชนนี ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณโรงงานสุราบางยี่ขัน (สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และมูลนิธิชัยพัฒนาในปัจจุบัน) เขตบางพลัด บรรจบกับปลายถนนวิสุทธิกษัตริย์ ใกล้กับธนาคารแห่งประเทศไทย เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร
3 ปี
0
0
สะพานพระราม 7 (อังกฤษ: Rama VII Bridge) เป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เชื่อมระหว่างตำบลบางกรวย อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี กับแขวงวงศ์สว่าง เขตบางซื่อ กรุงเทพมหานคร สะพานพระราม 7 เป็นสะพานแบบคอนกรีตอัดแรงชนิดต่อเนื่อง มีจำนวนช่องทางรถวิ่ง 6 ช่องทางจราจร ความกว้างของสะพาน 29.10 เมตร และมีความยาว 934 เมตร สร้างเสร็จและเปิดการจราจรเมื่อวันที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2535 มีนายมานะ มหาสุวีระชัย เป็นผู้อำนวยการโครงการ โดยเปิดใช้เป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแทนสะพานพระราม 6 ปัจจุบันสะพานแห่งนี้อยู่ในความรับผิดชอบของกรมทางหลวงชนบท
3 ปี
0
3
สะพานพระราม 3 (อังกฤษ: Rama III Bridge) เป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา เชื่อมระหว่างถนนรัชดาภิเษกและถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน เขตธนบุรี กับถนนเจริญกรุงและถนนพระรามที่ 3 เขตบางคอแหลม สร้างขนานกับสะพานกรุงเทพ (จึงมีชื่อเรียกกันติดปากว่า สะพานกรุงเทพ 2) เพื่อบรรเทาปัญหาการจราจร เนื่องจากสะพานกรุงเทพยังคงต้องเปิด-ปิดสะพานอยู่ จึงต้องสร้างสะพานพระราม 3 ให้สูง เพื่อให้เรือสินค้าแล่นผ่านได้ นอกจากนี้แล้ว สะพานพระราม 3 ยังเป็นสะพานแบบอสมมาตรที่สูงเป็นอันดับ 5 ของโลกด้วย[1] และเหตุที่สะพานมีระดับสูงและช่วงทางลงยาวมาก ทำให้มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี และล่าสุดมีรถชนกันต่อเป็นทอด ๆ ถึง 21 คัน ก่อนหน้านั้นเคยมีรถพ่วงเบรกแตกและชนต่อ ๆ กันแบบนี้มาแล้วด้วย นอกจากนั้นในทางลงด้านถนนเจริญกรุงก็ประสบอุบัติเหตุบ่อยครั้ง เนื่องจากเป็นทางลาดชัน จึงเกิดเหตุรถพุ่งเข้าชนบ้านที่อยู่ตรงทางลง ทำให้ต้องมีการสร้างแผงปูนขึ้นกั้นบริเวณบ้านที่อยู่ทางลงด้านนี้
3 ปี
0
0
สะพานพระพุทธยอดฟ้า หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า สะพานปฐมบรมราชานุสรณ์[2] (อังกฤษ: Phra Phuttha Yodfa Bridge, Memorial Bridge) เป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่เชื่อมการคมนาคมติดต่อระหว่างฝั่งพระนครกับฝั่งธนบุรีของกรุงเทพมหานคร ที่ปลายถนนตรีเพชร แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กับปลายถนนประชาธิปก แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี ปัจจุบันสะพานแห่งนี้อยู่ในความรับผิดชอบของกรมทางหลวงชนบท
3 ปี
0
0
สะพานผ่านฟ้าลีลาศ เป็นสะพานข้ามคลองรอบกรุง ตอนที่เรียกว่าคลองบางลำพู เชื่อมถนนราชดำเนินกลางและถนนราชดำเนินนอก บริเวณใกล้กับป้อมมหากาฬ ในพื้นที่เขตพระนครและเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร สะพานผ่านฟ้าลีลาศสร้างในปีใดไม่ปรากฏหลักฐาน แต่สันนิษฐานว่าน่าจะสร้างพร้อมกับถนน เดิมเป็นสะพานโครงเหล็ก ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสะพานใหม่ให้มีลักษณะใหม่และงดงามขึ้น และพระราชทานนามว่าสะพานผ่านฟ้าลีลาศ แม้ในสมัยต่อมาจะมีการปรับปรุงขยายสะพานผ่านฟ้าลีลาศอีกหลายครั้ง เพื่อรองรับกับจำนวนยวดยานพาหนะที่สัญจรผ่านไปมา แต่ก็ยังรักษาลักษณะศิลปกรรมเดิมไว้ให้มากที่สุด สะพานผ่านฟ้าลีลาศเป็นสะพานที่สวยงาม ปลายสะพานทั้ง 2 ฝั่งมีเสาหินอ่อนประดับด้วยเครื่องสำริดและมีลวดลายสลักที่เสาหินอ่อน มีลักษณะงดงามมาก
3 ปี
0
0
สะพานผ่านพิภพลีลา เป็นสะพานข้ามคลองคูเมืองเดิม เชื่อมระหว่างถนนราชดำเนินในและถนนราชดำเนินกลาง บริเวณใกล้สนามหลวง ในพื้นที่เขตพระนครกรุงเทพมหานคร สะพานผ่านพิภพลีลาเดิมเป็นสะพานโค้งมีโครงเหล็ก ใน พ.ศ. 2445 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสะพานใหม่ให้กว้างและงดงามขึ้นเช่นเดียวกับสะพานมัฆวานรังสรรค์ซึ่งสร้างเมื่อ พ.ศ. 2443 เพื่อรับกับถนนราชดำเนินในที่สร้างขยายใหม่ เมื่อสร้างเสร็จ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามสะพานว่า "สะพานผ่านพิภพลีลา" และเสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีเปิดสะพานเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2449 สะพานผ่านพิภพลีลาเป็นสะพานที่มีความเอียงน้อยมากเกือบเสมอกับระดับถนนและมีราวลูกกรงสะพานเป็นเหล็กดัดที่มีลวดลายงดงาม หลังจากนั้นได้มีการปรับปรุงสะพานผ่านพิภพลีลามาโดยตลอด ที่สำคัญคือการปรับปรุงเมื่อมีการก่อสร้างสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า โดยได้ขยายและเบี่ยงสะพานผ่านพิภพลีลาให้พ้นทางลาดของสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าจนไม่หลงเหลือเหล็กดัดปรากฏให้เห็น
3 ปี
0
2
สะพานชมัยมรุเชฐ เป็นสะพานข้ามคลองเปรมประชากร อยู่บนถนนพิษณุโลกบริเวณแยกพานิชยการ เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร บริเวณหน้าทำเนียบรัฐบาล และวัดเบญจมบพิตร สะพานแห่งนี้สร้างขึ้นในรัชกาลที่ 5 เมื่อ พ.ศ. 2444 โดยสมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร ทรงสร้างเพื่ออุทิศถวายแด่สมเด็จพระเชษฐา 2 พระองค์ คือ สมเด็จพระบรมราชปิตุลาธิบดี เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าสมมติวงศ์วโรทัย กรมขุนศรีธรรมราชธำรงฤทธิ์ เนื่องในวโรกาสที่ในปีนั้น พระองค์มีพระชนมายุ 15 ปี และจะก้าวเข้าสู่พระชนมายุ 17 ปี เสมอด้วยพระเชษฐาทั้งสองพระองค์[1][2] ปัจจุบัน สะพานชมัยมรุเชฐถูกต่อเติมขยายออกไปจนหมดสภาพดั้งเดิม คงเหลือเพียงป้ายโลหะชื่อสะพาน ที่ยังเป็นของเดิม
3 ปี
0
0
สะพานเฉลิมหล้า 56 หรือ สะพานหัวช้าง เป็นสะพานในชุดเฉลิม สะพานที่ 15 สร้างข้ามคลองบางกะปิหรือคลองแสนแสบ ที่ถนนพญาไท เพื่อเชื่อมทางระหว่างพระนครให้ต่อกันทั้งตอนเหนือและตอนใต้ คู่กับสะพานเฉลิมโลก 55 สะพานนี้อยู่ติดกับวังสระปทุม สะพานเฉลิมหล้า 56 เป็นสะพานที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษาปีที่ 56 มีลักษณะเป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก คานเป็นคอนกรีตรูปโค้ง มีรายละเอียดงดงามมาก หัวสะพานทั้งสี่มุม มีรูปประดับเป็นช้าง 4 ด้าน ลูกกรงหล่อแบบลูกมะหวดฝรั่ง กลางสะพานมีพระปรมาภิไธยย่อ จปร.
3 ปี
0
2
สะพานกรุงธน (อังกฤษ: Krung Thon Bridge) หรือที่นิยมเรียกกันทั่วไปว่า สะพานซังฮี้ เป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาที่บริเวณถนนราชวิถี เชื่อมระหว่างแขวงวชิรพยาบาล เขตดุสิต กับแขวงบางพลัดและแขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของกรมทางหลวงชนบท
3 ปี
0
2
สะพานกรุงเทพ (อังกฤษ: Krung Thep Bridge) เป็นสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งที่ 3 ต่อจากสะพานพระราม 6 และสะพานพระพุทธยอดฟ้า ถือเป็นสะพานโยกเพียงแห่งเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ยังเปิด-ปิดได้อยู่ เชื่อมระหว่างบริเวณสี่แยกถนนตก เขตบางคอแหลมทางฝั่งพระนคร กับบริเวณสี่แยกบุคคโลในพื้นที่เขตธนบุรีทางฝั่งธนบุรี ใช้ในการคมนาคมทางบกข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาและปิด-เปิด ให้เรือเข้าออก ลักษณะการก่อสร้างเป็นแบบคอนกรีตอัดแรง โดยวิธีการอิสระซึ่งยาวที่สุดในประเทศไทย มีช่องทางจราจร 4 ช่อง ความยาวสะพาน 350.80 เมตร ช่วงกลางน้ำยาว 226 เมตร เริ่มเปิดใช้งานเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2502 ปัจจุบันอยู่ในความรับผิดชอบของกรมทางหลวงชนบท
3 ปี
0
3
ศิลปะริมคลองบางมด
3 ปี
0
29
วันนี้เราจะชวนไปสักการะ พระพิฆเนศ องค์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ซึ่งคนไทยเรานั้นนับถือบูชาในฐานะขององค์บรมครูแห่งศิลปะวิทยาการ ที่ อุทยานพระพิฆเนศ นครนายก ค่ะ จากกรุงเทพฯ ไปก็ไม่ได้ไกลมาก ขับรถไปไม่ไกลเพียง 2 ชม. เท่านั้นเอง (คลิกอ่าน รวมที่เที่ยวนครนายก เช้าไปเย็นกลับ ขับรถเที่ยววันเดียวใกล้ๆ กรุงเทพฯ) พระพิฆเนศวร หรือ พระพิฆเนศ หรือ พระพิฆเณศ นั้น เป็นเทพในศาสนาพราหมณ์ ผู้คนนับถือว่าเป็นเทพเจ้าแห่งความรู้ เป็นผู้มีปัญญาเป็นเลิศ
3 ปี
0
1
สะพานเฉลิมพันธุ์ ๕๓ สะพานนี้เป็นสะพานเฉลิมพันธ์ที่มีปัญหามากที่สุดทางด้านประวัติ เพราะตามเอกสารดั้งเดิมซึ่งว่าด้วยการดำริสร้างสะพานเฉลิมพันธ์ ๕๓ ปรากฏว่าทำเลที่ตั้งที่เลือกได้ คือที่ถนนเจริญกรุงตอนปลายถนนเยาวราชข้ามคลองวัดสามจีน(คือวัดไตรมิตรปัจจุบัน) และเอกสารอื่นๆร่วมสมัย เกี่ยวกับสะพานนี้ตลอดจนหมายกำหนดการและคำกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระราชพิธีเปิดเมื่อวันที่ ๑๕ พฤศจิกายน ร.ศ.๑๒๕ ก็ล้วนระบุที่ตั้งดังกล่าว แต่สะพานเฉลิมพันธุ์ ๕๓ ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ถนนเจริญกรุงตอนข้ามคลองสาธร และเป็นสะพานเฉลิมหนึ่งในสองสะพานที่ยังเหลืออยู่ในสภาพที่ใกล้เคียงสภาพเดิมที่สุด ทั้งๆไม่เคยมีบันทึกเรื่องราวใดๆที่แสดงว่าได้มีการสร้างสะพานชุดเฉลิม ณ ที่แห่งนี้เลย ทั้งนี้เป็นที่พอสันนิษฐานได้ว่า ครั้งหนึ่งได้มีการย้ายสิ้นส่วนคือ ราวสะพานเหล็กดัดและป้าชื่อสะพาน พร้อมพระนามาภิไธยมาประกอบกับสะพานที่จัดสร้างขึ้นใหม่ที่ใกล้ปากคลองสาธรนี้ แต่การย้ายดังกล่าวยังไม่ปรากฏเอกสารหลักฐานอันใด แต่พอสันนิษฐานจากรูปร่างและวิธีการก่อสร้างได้ว่าการย้ายมาสร้างใหม่นี้ คงจะทำในสมัยรัชกาลที่ ๖ นอกจากนั้นบนถนนเจริญกรุงถัดจากสะพานนี้ไปทางทิศใต้อีกประมาณ ๑ กิโลเมตร มีสะพานสั้นๆข้ามคลองวัดยานนาวา ซึ่งใช้ลูกกรงเหล็กอย่างเดียวกันกับที่สะพานเฉลิมพันธุ์นี้อีกแห่งหนึ่ง อย่างไรก็ตามจากการค้นคว้าของผู้เขียน ปรากฏมีภาพถ่ายสะพาน ซึ่งเข้าใจว่าสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงถ่าย และท่านเจ้าคุณอนุมานราชธนได้รวบรวมไว้ ปัจจุบันอยู่ ณ กรมศิลปากร ข้างหลังภาพมีหนังสือบันทึกไว้ว่า“สะพานเฉลิม ๕๓ สร้าง พ.ศ.๒๔๔๙” ซึ่งแสดงภาพสะพานที่มีพนักเชิงลาดเป็นปูนมีช่องเป็นลวดลาย และตอนกลางเป็นลูกกรงเหล็กโปร่ง ทั้งนี้ก็รับกันกับเอกสาร หมายกำหนดการการเสด็จพระราชดำเนินเปิดสะพาน” ที่กล่าวว่า“...ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้กระทรวงโยธาธิการจัดการให้ช่างรื้อสะพานเก่าที่ถนนเจริญกรุงปลายถนนเยาวราชอันชำรุดทรุดโทรมออกเสีย แล้วก่อสร้างซ่อมแปลงขึ้นใหม่ใช้รอดเหล็กพื้นถมศิลา ส่วนพนักในร่วมก็ทำด้วยเหล็กมีลวดลาย เสาแลพนักเชิงหล่อด้วยซีเมนต์มีลวดลายคล้ายกัน....” ภาพนี้จึงแสดงภาพของสะพานเฉลิมพันธุ์ ๕๓ ตั้งแต่ครั้งสร้างอยู่ที่ถนนเจริญกรุงหัวถนนเยาวราชอย่างชัดเจน ลักษณะลูกกรงลาดสะพานที่ทำด้วยปูนเจาะช่องเล็กๆเป็นลวดลายเช่นนี้ ได้เริ่มทำมาก่อนที่สะพานเฉลิมพงษ์ ๕๑ แล้ว และได้ออกแบบให้งดงามพิสดารขึ้นในสะพานนี้ อนึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าปลฃายเสากำแพงลูกกรงนี้มีรูปทรงและลวดลายและคล้ายคลึงกันกับที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศเป็นอย่างมาก ดังได้กล่าวมาแล้วว่าสะพานเฉลิมพันธุ์ ๕๓ นี้ เป็นหนึ่งในสองสะพานชุดเฉลิมที่ยังคงสภาพใกล้เคียงของเดิมอยู่(อีกแห่งหนึ่งคือสะพานเฉลิมหล้า ๕๖)และโดยเฉพาะเป็นสะพานเฉลิมที่ใช้ลูกกรงเหล็กโปร่งและสะพานสุดท้าย ผู้สนใจจึงควรหาโอกาสไปชมของจริงเสียก่อนที่จะถูกรื้อถอนทำลายไปในการทำสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาตรงสาธรนี้ในไม่ช้านี้ เพราะออกจะเป็นการแน่นอนเหลือเกินว่าสะพานเก่าใดๆที่ถูกรื้อในสมัยนี้แล้วจะไม่หลงเหลือทรากในรูปใดรูปหนึ่งไว้ให้เป็นสมบัติมรดกให้คนรุ่นหลังได้รู้เห็นอีกเลย ดังเช่นสะพานเฉลิมสวรรค์ที่ถูกรื้อลงเมื่อทำการก่อสร้างสะพานพระปิ่นเกล้า และเทศบาลนครกรุงเทพฯได้สัญญาไว้เป็นมั่นเมาหะว่าจะจัดสร้างขึ้นใหม่ ณ ที่อันสมควร ทั้งนี้เพราะตระหนักในความสำคัญของสะพานชุดเฉลิมและสะพานสุดท้ายของพระปิยะมหาราช แต่จนบัดนี้ก็ยังคงเป็นชิ้นส่วนกองระเกะระกะอยู่ที่ใดที่หนึ่ง จนกว่าจะแตกหักสูญหายไปในที่สุด (สะพานเก่ากรุงเทพฯ โดย ศิริชัย นฤมิตรเรขการ จัดพิมพ์โดย สยามสมาคม ในพระบรมราชูปถัมภ์ ๑๓๑ ซอยอโศก(สุขุมวิท ๒๑) กรุงเทพมหานคร) ขอบคุณข้อมูลจากอ.เจริญ ตันมหาพราน
3 ปี
0
5
กิจกรรมดี ๆ มากมายจาก SOOK ได้ที่ศูนย์การเรียนรู้สุขภาวะ ซอยงามดูพลี บริการรถรับส่งฟรี ทุกวัน
4 ปี
2
67
แหล่งเรียนรู้ด้านสุขภาวะ กาย ใจ สังคม และปัญญา ที่เปิดโอกาสให้ทุกเพศทุกวัย ได้เรียนรู้สุขภาวะองค์รวมและพร้อมปรับเปลี่ยนพฤติกรรมประจำวันจนนำไปสู่สุขภาวะที่ดี และสังคมที่เปี่ยมสุข ซึ่งมีทั้งนิทรรศการ ห้องสมุด แปลงผักสาธิต และกิจกรรมการออกกำลังกายและการพัฒนาตนเองในรูปแบบต่างๆมากมาย ที่เหมาะกับทุกเพศ ทุกวัย เช่น โยคะ ตรวจร่างกาย ฝึกสมาธิ และเวิร์คช็อปต่างๆ ฯลฯ
4 ปี
2
35
ภายในศูนย์วัฒนธรรมจัดแสดงภาพจำลองของวิถีชีวิตของคนภาคกลาง เช่น ห้องครัว ห้องนอน และโถงรับแขก รวมถึงสิ่งของที่เป็นภูมิปัญญาของชาวอ่างทอง เช่น เครื่องจักสาน เหรียญกษาปน์ ตาชั่ง กรรไกรตัดผมโบราณ คัมภีร์ใบลาน สมุดข่อย กระดานชนวน เครื่องสวมหัวโขนละครสมัยรัชกาลที่ 6 ที่รับบริจาคมาจากร้านพุฒิพงศ์วิทยุ เครื่องปั้นดินเผา เครื่องเคลือบ ถ้วยโถโอชาม เครื่องพิมพ์ดีดเก่า เป็นต้น
4 ปี
0
2
วัตถุประสงค์ในการจัดตั้งศูนย์วัฒนธรรมแห่งนี้ คือ เพื่อศึกษา วิจัย และรวบรวมข้อมูลทางวัฒนธรรม โดยเน้นท้องถิ่นจังหวัดนครปฐมและจังหวัดในภูมิภาคตะวันตก เผยแพร่ข้อมูลทางวัฒนธรรม โดยเน้นสื่อเทคโนโลยีสารสนเทศ และให้ความร่วมมือกับชุมชนและองค์กรภายนอกในการดำเนินกิจกรรมทางวัฒนธรรม
4 ปี
0
6
ศูนย์อนุรักษ์ของใช้พื้นบ้าน ตั้งอยู่ในบริเวณวัดโพธิ์งาม เป็นที่เก็บรวบรวมเครื่องมือเครื่องใช้เกี่ยวกับการทำเกษตรกรรม และของใช้พื้นบ้าน
4 ปี
0
5