ประกาศประเภท ศาสนสถาน

ศาลเจ้า
2 ปี
0
3
วัดท่าไม้ หนึ่งในวัดยอดนิยมของเหล่าดารานักแสดง
2 ปี
0
12
ขอเชิญร่วมนมัสการ หลวงพ่อสนอง เขมวํโส ชมอุโบสถสองชั้น
2 ปี
0
3
โรงเรียนภารตวิทยา
2 ปี
0
0
ัดเกานิ้วเปนวัดที่สรางขึ้นตั้งแตป พ.ศ. 2219 และไดรับพระราชทานวิสุงคามสีมา ในป พ.ศ. 2439 ปจจุบันตั้งอยูเลขที่ 1 หมูที่ 4 ตําบลดอนกลอย อําเภอหนองขาหยาง จังหวัดอุทัยธานี เหตุที่ มีชื่อวาวัดเกานิ้ว เพราะอาศัยเหตุที่ระลึก ถึง พระภิกษุรูปหนึ่งซึ่งเปนผูเริ่มกอตั้งวัดนี้ขึ้นมา โดย พระภิกษุรูปนั้นมีรางกายพิการ และมีนิ้วมือเพียงเกานิ้ว และทานที่กอสรางวัดในภายหลังไดสราง พระพุทธรูป เพื่อเปนเครื่องระลึกถึงพระภิกษุรูปดังกลาว โดยสรางเปนพระพุทธรูปปูนปน ปางมาร วิชัย หนาตักกวาง 130 เซนติเมตร สูง 210 เซนติเมตร มีนิ้วพระหัตถเพียงเกานิ้ว และตอมาได สรางพระพุทธรูปปางปฐมเทศนา หนาตักกวาง 9 นิ้ว สูง 9 นิ้ว และมีนิ้วพระหัตถเพียงเกานิ้ว เชนเดียวกัน เปนพระพุทธรูปเนื้อโลหะชาวบานเรียกวาหลวงพอเกานิ้ว จนถึงปจจุบัน สวนการ ปกครองไมปรากฏเปนที่แนนอนวาเคยมีเจาอาวาสกี่รูป และมีใครบางเพราะขาดการบันทึกในปจจุบันมี พระปลัดปริญญา ปภส.สโร เปนผูดํารงตําแหนงเจาอาวาส โบราณสถาน วิหารหลวงพอเกานิ้ว โบราณวัตถุ รูปหลอองคหลวงพอเกานิ้ว กิจกรรมประจําปของวัด - งานปดทองไหวพระ ทุกวันที่ 31 มีนาคม ของทุกป - งานบรรพชาอุปสมบทหมู ทุกวันที่ 1 เมษายน ของทุกป - งานตักบาตรเทโว - งานศาสนพิธีทางพระพุทธศาสนา
3 ปี
0
8
วัดหนองพลวง สร้าง ขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2232 สิ่งสำคัญภายในวัด ได้แก่ พระอุโบสถ เป็นโบสถ์ท้องสำเภา อาคารก่ออิฐถือปูน ทรงจั่วหน้าบันด้านหน้าประดับลวดลายปูนปั้นและเครื่องถ้วยเคลือบ แต่ด้านหลังเรียบไม่มีลวดลาย เป็นปูนสีขาวฉาบเกลี้ยง ๆ ดูเรียบง่ายงามตา มีทางเข้าทางเดียว ไม่มีช่อฟ้า เสมาโดยรอบเป็นหินสลักสวยงามบนฐานรูปดอกบัว มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมเป็นโบสถ์ท้องสำเภา อุโบสถ จัดว่าเป็นอุโบสถเก่า สร้างในสมัยอยุธยาตอนปลายถึงรัตนโกสินทร์ตอนต้น น่าจะเป็นฝีมมือชาวบ้าน เพราะไม่มีลวดลายวิจิตรพิสดารอะไร ไม่มีช่อฟ้าใบระกา ไม่มีซุ้มประตู หน้าต่าง มีประตูทางเข้าข้างหน้าโบสถ์เพียงด้านเดียว ไม่มีช่องหน้าต่าง มีเพียงช่องระบายอากาศและให้แสงเข้าได้ หน้าบันด้านหน้าโบสถ์ มีลายปูนปั้นเป็นรูปยักษ์ถืออาวุธอยู่หกตน ประดับด้วยชามสังคโลก ด้านหลังโบสถ์ฉาบปูนเรียบ ไม่มีลวดลาย
3 ปี
0
1
วัดสุทัศนเทพวราราม เป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาขึ้นใน พ.ศ. 2350 เดิมพระราชทานนามว่า “วัดมหาสุทธาวาส” โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระวิหารขึ้นก่อนเพื่อประดิษฐานพระศรีศากยมุนี (พระโต) ซึ่งอัญเชิญมาจากพระวิหารหลวงวัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย แต่สิ้นรัชกาลก่อนที่จะประดิษฐานเป็นสังฆาราม จึงเรียกกันว่า วัดพระโต วัดพระใหญ่ หรือวัดเสาชิงช้าบ้าง จนกระทั่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยโปรดเกล้าฯ ให้สร้างต่อ และทรงจำหลักบานประตูพระวิหารด้วยพระองค์เอง แต่ก็สิ้นรัชกาลเสียก่อนที่การก่อสร้างจะแล้วเสร็จ การก่อสร้างวัด มาเสร็จบริบูรณ์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ใน พ.ศ. 2390 และพระราชทานนามว่า “วัดสุทัศนเทพวราราม” ปรากฏในจดหมายเหตุว่า “วัดสุทัศนเทพธาราม” และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงผูกนามพระประธานในพระวิหาร พระอุโบสถ และศาลาการเปรียญ ให้คล้องกันว่า "พระศรีศากยมุนี" "พระพุทธตรีโลกเชษฐ์" และ "พระพุทธเสรฏฐมุนี" ภายในวัดสุทัศนเทพวรารามเป็นที่ประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร และได้อัญเชิญ พระบรมราชสรีรางคารของพระองค์ มาบรรจุที่ผ้าทิพย์ด้านหน้าพุทธบัลลังก์พระศรีศากยมุนีเมื่อ พ.ศ. 2493 และมีพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลคล้ายวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทรในวันที่ 9 มิถุนายนของทุกปี
3 ปี
0
6
วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร เป็นวัดเก่าแก่เดิมชื่อวัดจอมทอง เป็นวัดที่มีมาก่อนการสร้างกรุงเทพมหานคร พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (ต่อมาคือ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) ทรงสถาปนาวัดจอมทองขึ้นใหม่ทั้งพระอาราม เนื่องจากเมื่อครั้งที่ทรงยกทัพไปสกัดทัพพม่าที่ด่านพระเจดีย์สามองค์ กาญจนบุรีใน พ.ศ. 2363 เมื่อกระบวนทัพเรือมาถึงวัดจอมทอง ฝั่งธนบุรีทรงหยุดพักและทำพิธีเบิกโขลนทวารตามตำราพิชัยสงคราม พร้อมทรงอธิษฐานขอให้การไปราชการทัพครั้งนี้ได้ชัยชนะ แต่ปรากฏว่าไม่มีทัพพม่ายกเข้ามา เมื่อยกทัพกลับ พระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดจอมทองใหม่และถวายเป็นพระอารามหลวง ได้รับพระราชทานนามใหม่ว่าวัดราชโอรส ซึ่งหมายถึง พระราชโอรสคือ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ ในปัจจุบันมี พระมหาโพธิวงศาจารย์ (ทองดี สุรเตโช) เป็นเจ้าอาวาส
3 ปี
0
4
วัดอรุณราชวราราม หรือที่นิยมเรียกกันในภาษาพูดว่า วัดแจ้ง หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า วัดอรุณ เป็นวัดโบราณ สร้างในสมัยอยุธยา ว่ากันว่าเดิมเรียกว่า วัดมะกอก และกลายเป็นวัดมะกอกนอกในเวลาต่อมา เพราะได้มีการสร้างวัดขึ้นอีกวัดหนึ่งในตำบลเดียวกัน แต่อยู่ในคลองบางกอกใหญ่ ชาวบ้านเรียกวัดที่สร้างใหม่ว่า วัดมะกอกใน (วัดนวลนรดิศ) แล้วจึงเรียกวัดมะกอกซึ่งอยู่ปากคลองบางกอกใหญ่ว่า วัดมะกอกนอก ส่วนเหตุที่มีการเปลี่ยนชื่อเป็นวัดแจ้งนั้น เชื่อกันว่า เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงตั้งราชธานีที่กรุงธนบุรีใน พ.ศ. 2310 ได้เสด็จมาถึงหน้าวัดนี้ตอนรุ่งแจ้ง จึงพระราชทานชื่อใหม่ว่าวัดแจ้ง แต่ความเชื่อนี้ไม่ถูกต้อง เพราะเพลงยาวหม่อมภิมเสน วรรณกรรมสมัยอยุธยาที่บรรยายการเดินทางจากอยุธยาไปยังเพชรบุรี ได้ระบุชื่อวัดนี้ไว้ว่าชื่อวัดแจ้งตั้งแต่เวลานั้นแล้ว เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชวังที่ประทับนั้น ทรงเอาป้อมวิชัยประสิทธิ์ข้างฝั่งตะวันตกเป็นที่ตั้งตัวพระราชวัง แล้วขยายเขตพระราชฐานจนวัดแจ้งเป็นวัดภายในพระราชวัง เช่นเดียวกับวัดพระศรีสรรเพชญ์สมัยอยุธยา และเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากรที่อัญเชิญมาจากเวียงจันทน์ใน พ.ศ. 2322 ก่อนที่จะย้ายมาประดิษฐานที่วัดพระศรีรัตนศาสดารามในปี พ.ศ. 2327 ในสมัยรัตนโกสินทร์ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร ได้เสด็จมาประทับที่พระราชวังเดิม และได้ทรงปฏิสังขรณ์วัดแจ้งใหม่ทั้งวัด แต่ยังไม่ทันสำเร็จก็สิ้นรัชกาลที่ 1 สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทรได้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระองค์ได้ทรงบูรณปฏิสังขรณ์วัดแจ้งต่อมา และพระราชทานนามใหม่ว่า “วัดอรุณราชธาราม” ต่อมามีพระราชดำริที่จะเสริมสร้างพระปรางค์หน้าวัดให้สูงขึ้น แต่สิ้นรัชกาลเสียก่อน จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้เสริมพระปรางค์ขึ้นและให้ยืมมงกุฎที่หล่อสำหรับพระพุทธรูปทรงเครื่องที่จะเป็นพระประธานวัดนางนองมาติดต่อบนยอดนภศูล ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์วัดอรุณราชธารามหลายรายการ และให้อัญเชิญพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยมาบรรจุไว้ที่พระพุทธอาสน์ของพระประธานในพระอุโบสถด้วย เมื่อการปฏิสังขรณ์เสร็จสิ้นลง พระราชทานนามวัดใหม่ว่า “วัดอรุณราชวราราม” ปัจจุบันเจ้าอาวาสคือพระธรรมมงคลเจดีย์ (เฉลียว ฐิตปุญฺโญ) (สกุลเดิม ปัญจมะวัต)
3 ปี
0
7
พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท เป็นพระที่นั่งในหมู่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ภายในพระบรมมหาราชวัง โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2419 ตั้งอยู่ระหว่างพระมหามณเฑียร และ พระมหาปราสาท ประกอบด้วย ปราสาท 3 องค์ ทอดตัวจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก แต่ละองค์เชื่อมต่อกันด้วยมุขกระสันโดยตลอด พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท มีความโดดเด่นกว่าพระที่นั่งในหมู่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทอื่นๆ เนื่องจากเป็นผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมไทยกับสถาปัตยกรรมยุโรป โดยตัวอาคารพระที่นั่งมีรูปแบบสถาปัตยกรรมยุโรป แต่หลังคาพระที่นั่งเป็นรูปแบบสถาปัตยกรรมไทย จนเป็นที่มาของชื่อ "ฝรั่งสวมชฎา" เนื่องจากความเป็นสถาปัตยกรรมที่มีความโดดเด่นกว่าพระที่นั่งอื่นๆ ทำให้ปัจจุบันพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทกลายเป็นหนึ่งในจุดดึงดูดสำคัญที่สุดของพระบรมมหาราชวัง เป็นหนึ่งในสถานที่ที่สำคัญที่สุดในพระบรมมหาราชวัง เช่นเดียวกับพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
3 ปี
0
1
วัดบวรนิเวศ ราชวรวิหาร หรือ วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่ริมถนนบวรนิเวศน์และถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร พระอารามนี้เคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชถึง 4 พระองค์ และเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นวัดที่สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพโปรดให้สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว แต่ยังไม่ทันแล้วเสร็จก็สิ้นพระชนม์เสียก่อน มีสถาปัตยกรรมแบบไทยผสมจีน ภายในพระอุโบสถมีพระพุทธรูปสำคัญอยู่ 2 องค์เป็นพระประธาน คือ พระพุทธสุวรรณเขต (หลวงพ่อโต) ที่อัญเชิญมาจากวัดสระตะพาน จังหวัดเพชรบุรี และพระพุทธชินสีห์ อัญเชิญมาจากวิหารทิศเหนือ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก ถัดจากพระอุโบสถออกไปเป็นเจดีย์กลมขนาดใหญ่ สร้างรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หุ้มกระเบื้องสีทอง ในรัชกาลปัจจุบัน รอบฐานพระเจดีย์มี ศาลาจีนและซุ้มจีน ถัดออกไปเป็นวิหารเก๋งจีน นอกจากนี้ก็มีจิตรกรรมฝาผนังฝีมือขรัวอินโข่ง บริเวณรอบเจดีย์มีพระพุทธรูปสำคัญองค์หนึ่ง คือ พระไพรีพินาศ ใต้ฐานพุทธบัลลังก์ พระพุทธชินสีห์ พระประธานในพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร เป็นที่บรรจุพระบรมราชสรีรางคาร พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเคยผนวช ณ วัดนี้เมื่อยังทรงดำรงพระอิสริยยศที่สยามมกุฎราชกุมาร ระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงผนวชและประทับที่วัดบวรนิเวศวิหาร โปรดเกล้าฯ ให้ประติมากรของกรมศิลปากรปั้นหุ่นและสร้างพระพุทธรูปปางห้ามสมุทร โดยเสด็จพระราชดำเนินหล่อพระพุทธรูปเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2499 สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ได้ถวายพระนามพระพุทธรูปองค์นี้ว่า "พระพุทธนาราวันตบพิตร"
3 ปี
0
2
วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น ตามธรรมเนียมประเพณีโบราณที่ว่า ในราชธานีจะต้องมีวัดสำคัญประจำ 3 วัด คือ วัดมหาธาตุ วัดราชบูรณะ วัดราชประดิษฐาน จึงทรงสร้างขึ้นใหม่เพื่อให้ครบตามโบราณราชประเพณี และเพื่อพระอุทิศถวายแก่พระสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกายเพื่อที่พระองค์เองและเจ้านาย ข้าราชการ ที่จะไปทำบุญที่วัดฝ่ายธรรมยุติกนิกายใกล้พระบรมมหาราชวังได้สะดวก วัดราชประดิษฐฯ จึงเป็นวัดฝ่ายธรรมยุติกนิกายวัดแรกที่สร้างขึ้นเพื่อพระสงฆ์ในนิกายนี้ เพราะวัดอื่น ๆ ของฝ่ายธรรมยุตเป็นวัดที่แปลงมาจากวัดของมหานิกาย วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามสร้างขึ้นในที่ดินที่เคยเป็นสวนกาแฟของหลวงโดยก่อสร้างใน พ.ศ. 2407 เดิมพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานนามว่า "วัดราชประดิษฐสถิตธรรมยุติการาม" เมื่อสร้างเสร็จแล้วได้เปลี่ยนเป็น "วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม" เพื่อให้เหมาะสมกับเป็นที่ประดิษฐานหลักศิลา ซึ่งเป็นสีมามีจารึกคาถาบาลีและภาษาไทย ซึ่งเป็นบทพระราชนิพนธ์รวม 10 หลัก ในปี พ.ศ. 2411 ปรากฎเรื่องประกาศให้เรียกนามวัดราชประดิษฐฯ ให้ถูก เพราะมีผู้เรียกวัดราชบัณฑิตบ้าง วัดทรงประดิษฐ์บ้าง ไม่ถูกต้องกับที่พระราชทานนามไว้ จึงทรงกำชับว่า ให้เรียกชื่อวัดว่า "วัดราชประดิษฐฯ" หรือ "วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม"
3 ปี
0
2
วัดอรุณราชวราราม หรือที่นิยมเรียกกันในภาษาพูดว่า วัดแจ้ง หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า วัดอรุณ เป็นวัดโบราณ สร้างในสมัยอยุธยา ว่ากันว่าเดิมเรียกว่า วัดมะกอก และกลายเป็นวัดมะกอกนอกในเวลาต่อมา เพราะได้มีการสร้างวัดขึ้นอีกวัดหนึ่งในตำบลเดียวกัน แต่อยู่ในคลองบางกอกใหญ่ ชาวบ้านเรียกวัดที่สร้างใหม่ว่า วัดมะกอกใน (วัดนวลนรดิศ) แล้วจึงเรียกวัดมะกอกซึ่งอยู่ปากคลองบางกอกใหญ่ว่า วัดมะกอกนอก ส่วนเหตุที่มีการเปลี่ยนชื่อเป็นวัดแจ้งนั้น เชื่อกันว่า เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงตั้งราชธานีที่กรุงธนบุรีใน พ.ศ. 2310 ได้เสด็จมาถึงหน้าวัดนี้ตอนรุ่งแจ้ง จึงพระราชทานชื่อใหม่ว่าวัดแจ้ง แต่ความเชื่อนี้ไม่ถูกต้อง เพราะเพลงยาวหม่อมภิมเสน วรรณกรรมสมัยอยุธยาที่บรรยายการเดินทางจากอยุธยาไปยังเพชรบุรี ได้ระบุชื่อวัดนี้ไว้ว่าชื่อวัดแจ้งตั้งแต่เวลานั้นแล้ว
3 ปี
0
8
เสถียรธรรมสถาน เป็นสถานปฏิบัติธรรมรองรับชาวพุทธศาสนิกชน ตั้งอยู่ที่ ถนนวัชรพล แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพฯ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2530 โดยแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต ภายใต้ความอนุเคราะห์จาก "กองทุนเสถียรธรรม" มีจุดมุ่งหมาย เริ่มต้นงานพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน โดยเฉพาะเด็ก สตรีและนักบวช ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2531 โดยใช้หลักพุทธธรรมนำสังคม
3 ปี
0
2
วัดพระศรีมหาอุมาเทวี หรือ วัดแขกสีลม เป็นโบสถ์พราหมณ์ ตั้งอยู่เลขที่ 2 ถนนสีลม แขวงสีลม เขตบางรัก กรุงเทพมหานคร สร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่ถวายการบูชาพระศรีมหาอุมาเทวีซึ่งเป็นพระชายาของพระศิวะ Creditภาพจาก: www.thongthailand.com
3 ปี
0
3
เรียกอีกชื่อหนึ่งว่าวัดกำโล่วยี่ ตั้งอยู่ในซอยทิพยวารี ถนนตรีเพชร เขตพระนคร (บ้านหม้อ) กรงุเทพมหานคร เป็นวัดจีนที่สร้างขึ้นในสมัยกรุงธนบุรีปี พ.ศ. 2319 เป็นอีกที่หนึ่งที่ผู้คนนิยมมาไหว้เทพเจ้ามากพอๆ กับวัดเล่งเน่ยยี่ เพราะที่นี่มีองค์เทพสำคัญๆ มากมาย
3 ปี
0
4
อยู่ในย่านตลาดเก่าเยาวราชซึ่งอยู่ไม่ไกลจากศาลเจ้าเล่งบ๊วยเอี๊ยะ สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2435 เป็นที่ประดิษฐานของเทพเจ้ากวนอูหรือเทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์ คนนิยมมาไหว้ขอพรท่านเพื่อความเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ได้เป็นเจ้าคนนายคนและให้มีลูกน้องบริวารที่ดี ส่วนคนที่อยากมาขอพรให้ลูกๆ ของตัวเองว่านอนสอนง่ายอยู่ในโอวาสจะเอาผักบุ้งหรือผักกาดมาไหว้เทพเจ้าม้า นอกจากนี้ยังมีองค์ไฉ่ซิงเอี๊ยและเจ้าพ่อเสือประดิษฐานอยู่ที่นี่ด้วย
3 ปี
0
2
ศาลเจ้าเล่งบ๊วยเอี๊ยะ ตั้งอยู่ในซอยอิสรานุภาพ หรือซอยเยาวราช 6 ถ้าเข้าทางด้านถนนเยาวราช หรือซอยเจริญกรุง 16 ถ้ามาด้านถนนเจริญกรุง เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพฯ ศาลเจ้าเล่งบ๊วยเอี๊ยะ สร้างเมื่อปี พ.ศ.2201 ในสมัยอยุธยาเลยทีเดียว และชุมชนเล่งบ๊วยเอี๊ยะก็กำเนิดมาพร้อมๆกับศาลเจ้าเล่งบ๊วยเอี๊ยะ จากข้อมูลเราจึงถือได้ว่าศาลเจ้าเล่งบ๊วยเอี๊ยะถือเป็นศาลเจ้าที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย
3 ปี
0
0
เป็นที่ประดิษฐานขององค์เจ้าแม่กวนกิมปางประทานพรที่แกะสลักจากไม้เนื้อหอมที่งดงามและสง่างามตามแบบศิลปราชวงศ์ถัง ได้อัญเชิญมาจากประเทศจีนเมื่อปี พ.ศ. 2501 ที่นี่ยังเป็นที่ตั้งของโรงพยาบาลเทียนฟ้ามูลนิธิ ซึ่งถ้าคุณมาสักการะเจ้าแม่แล้วสามารถแวะไปบริจาคเงินทำบุญสงเคราะห์ผู้ป่วยยากไร้ที่มูลนิธิแห่งนี้ได้ด้วย โดยเฉพาะคนที่เกิดปีเถาะและปีมะเมียควรมาไหว้ขอพรองค์เจ้าแม่กวนอิมที่นี่ ศาลเจ้าตั้งอยู่ใกล้วงเวียนโอเดียน ย่านเยาวราช กรุงเทพมหานคร
3 ปี
0
2
วัดมังกรกมลาวาส หรือ วัดเล่งเน่ยยี่ (ตัวเต็ม: 龍蓮寺, ตัวย่อ: 龙莲寺, พินอิน: Lóng lián sì หลงเหลียนซื่อ, ฮกเกี้ยน: เล้งเหลียนซี่, สำเนียงแต้จิ๋ว: เล่งเน่ยยี่,สำเนียงกวางตุ้ง: หล่งลิ่นจี๋, สำเนียงฮากกา: หลุ่งเหลี่ยนซื้อ) เป็นวัดในสังกัดคณะสงฆ์จีนนิกายแห่งประเทศไทย ตั้งอยู่บนถนนเจริญกรุง ระหว่าง ซอยเจริญกรุง 19 และ 21 ในเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร เป็นที่คุ้นเคยในหมู่ชาวไทยเชื้อสายจีน และชาวจีนจากต่างประเทศ วัดนี้ บางคนเรียกว่า "วัดมังกร" เพราะคำว่า "เล่ง" หรือ "เล้ง" ในภาษาจีนแต้จิ๋ว แปลว่ามังกร (คำว่า “เน่ย” แปลว่า ดอกบัวและคำว่า “ยี่” แปลว่า วัด) ชื่อวัดอย่างเป็นทางการคือ "วัดมังกรกมลาวาส" พระราชทานจาก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5
3 ปี
0
1
ในปีค.ศ. 1883พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทำสนธิสัญญาอนุญาตให้ชาวอังกฤษเข้ามาที่ป่าไม้สักทางเหนือของประเทศไทย พ่อค้าไม้ชาวต่างชาติได้อาศัยอยู่บริเวณฝั่งตะวันออกของแม่น้ำปิงซึ่งแยกกันกับถิ่นที่อยู่ของคนไทยพื้นเมือง บริเวณที่ชาวต่างชาติอาศัยอยู่นั้นมีมิชชันนารีชาวอเมริกันส่วนใหญ่รวมอยู่ด้วย ฉะนั้นบ้านใกล้เรือนเคียงในแถบนั้นจึงมีอิทธิพลและกลิ่นอายของตะวันตกดังที่สามารถเห็นได้จากบ้านไม้สักแบบยุโรปเปียนและโบสถ์นิกายหนึ่งของโปรเตนแตนต์
3 ปี
0
1
วะดบางประทุนนอก
3 ปี
0
3
โบสถ์คริสต์บ้านซ่งแย้ (วัดอัครเทวดามีคาแอลซ่งแย้) โบสถ์ไม้ใหญ่ที่สุด สร้างปี ค.ศ. 1947 ตัวโบสถ์รูปทรงที่สร้างขึ้นมีลักษณะแบบศิลปะไทย กว้าง 16 เมตร ยาว 57 เมตร จัดเป็นโบสถ์ไม้ที่ใหญ่ที่สุด ในประเทศไทย ใช้แผ่นไม้เป็นแป้นมุง หลังคา 80,000 แผ่น ใช้เสาขนาดต่างๆกันถึง 360 ต้น
3 ปี
0
0
วัดทุ่งทอง เป็นวัดของชาวมอญอายุราวกว่า 200 ปี เป็นวัดเดียวใน จ.อุทัยธานี ที่โบสถ์และพระประธาน หันไปทาง ทิศตะวันตก โดยสันนิฐานว่า น่าจะเป็นเจตนาของผู้สร้างที่ต้องการให้หันหน้าไปทางเมืองมอญ
3 ปี
0
2
วัดแจ้ง..ต.อุทัยเก่า อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี เป็นวัดเก่ามาแต่โบราณ และที่วัดนี้ มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช.. (ซึ่งขอพระบรมราชานุญาตเรียก..พระเจ้าตาก ตามความถนัดปาก) มากมาย ทั้งในอดีตและในปัจจุบัน.. จึงได้ตั้งกระทู้ขึ้นมา เพื่อแลกเปลี่ยนเรื่องเล่าที่เกี่ยวข้องกับพระเจ้าตาก ซึ่งกันและกัน...ทั้งในอดีต และ ปัจจุบัน ...เสือดาว..
3 ปี
0
0
เป็นวัดสร้างในสมัยรัตนโกสินทร์ ภายในอุโบสถเก่ามีภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังเป็นฝีมือช่างสมัยรัชกาลที่ 5 เขียนเกี่ยวกับพุทธประวัติปางต่างๆ เช่น ตอนธิดาพระยามารมารำยั่วยวน ตอนเทศน์โปรดเทวดา ตอนหนีออกบรรพชา เป็นต้น ผนังด้านบนเป็นพระสงฆ์ชุมนุมนั่งพนมมือ ที่น่าสังเกตก็คือ มีภาพคนแต่งตัวสวมหมวกปีกอย่างชาวตะวันตก นอกจากนี้แล้ว ยังมีมณฑปประดิษฐานพระพุทธบาทจำลองอยู่ ซึ่งมีการจัดงานนมัสการพระพุทธบาทเป็นประจำทุกปี
3 ปี
0
0
วัดห้วยขานาง มีพระเกจิอาจารย์ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวจังหวัดอุทัยธานี คือ หลวงพ่อพลอย เพราะว่าท่านเป็นผู้ที่มีวาจาศักดิ์สิทธิ์ และมีเครื่องรางของขลัง ซึ่งดลบันดาลให้ผู้ที่เคารพบูชา มีโชคมีลาภ แคล้วคลาดปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง แม้ท่านจะมรณภาพไปนานแล้ว ปัจจุบันยังมีผู้คนจากที่ต่างๆ เดินทางเข้ามาสักการะกราบไหว้เพื่อความเป็นศิริมงคล หรือบนบานขอให้สำเร็จสมสิ่งที่ปรารถนา ที่วัดห้วยขานางแทบทุกวัน
3 ปี
0
1
วัดถ้ำเขาหิน ภายในถ้ำมีพระพทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวบ้านในพื้นตำบลบ่อยางและพื้นที่ใกล้เคียงเคารพสักการะบูชา เป็นสถานที่ พักผ่อนจิตใจ มีบรรยากาศที่เงียบสงบเหมาะสำหรับผู้ปฏิบัติธรรม การเดินทาง : เดินทางโดยรถยนต์ตามเส้นทางถนนสาย 3456 สว่างอารมณ์-ทุ่งสงบ แยกซ้ายเขาลูกไก่ ประมาณ 10 นาที อยู่ทางด้านขวามือ
3 ปี
0
1
เขาหินเทิน อยู่ตำบลพลวงสองนาง มีลักษณะเป็นหินก้อนใหญ่ที่เทินกัน และยื่นออกมาจากพื้นเขา ก้อนหินขนาดใหญ่นี้มีสีขาวเกลี้ยงมัน ภายในเขาหินเทินยังมีถ้ำลึกอยู่ด้วย การเดินทาง : ใช้เส้นทางหลวงชนบทหมายเลข 4022 ต.พลวงสองนาง อ.สว่างอารมณ์ จ.อุทัยธานี ระยะทางห่างจากอำเภอสว่างอารมณ์ ประมาณ 15 กิโลเมตร
3 ปี
0
2
วัดหนองกระดี่นอก ตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ตำบลหนองยายดา อำเภอทัพทัน จังหวัดอุทัยธานี จัดตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2431 มีเจ้าอาวาสองค์แรก คือ หลวงพ่อกล่ำ หลังจากท่านมรณภาพ ก็ได้นิมนต์ หลวงพ่อเคลือบ สาวรธมโม มาเป็นเจ้าอาวาส หลวงพ่อเคลือบเป็นคนจีน สัญชาติไทยเกิดที่บ้านหนองเต่าเมื่อ พ.ศ. 2432 และได้เข้าอุปสมบทเมื่อ พ.ศ. 2453 หลังจากบวชได้พยายามศึกษาเล่าเรียนธรรมวินัย ปฏิบัติชอบมาโดยตลอด และเสาะหาอาจารย์ที่มีความเก่งกล้าด้านอาคมขลังเป็นเวลา 6 ปีเต็ม จนท่านสามารถฝึกปฏิบัติกรรมฐาน ทำสนธิ จนจิตใจแน่วแน่เป็นหนึ่งเดียว
3 ปี
0
0
สภาพทั่วไปของวัดหนองจิกยาว หลายคนมา วัดหนองจิกยาว มักบอกว่า “ที่นี่ไม่เหมือนวัด” ถ้าเครื่องหมายของการเป็น “วัด” คือที่รวมของโบสถ์ วิหาร ลานเจดีย์ ที่ใส่กระดูก เมรุเผาศพ แล้วจึงเป็นวัด ก็ไม่สามารถเรียกที่นี่ว่าเป็น“วัด” ได้ แต่ถ้า “วัด” คือ ที่รวมของความสงบ เป็นสถานที่สำหรับบำเพ็ญบุญ รักษาศีล การฟังธรรม เจริญภาวนา ฝึกฝนตนเองให้พ้นจากวัฏสงสารแล้ว วัดหนองจิกยาว ก็เป็นวัดที่สมบูรณ์ตามที่พระพุทธเจ้าทรงรับรอง ที่เรียกว่า “อาราม” หมายถึงสถานที่ให้ความรื่นรมย์ ให้ความสงบทางจิตใจ ปัจจุบันได้รับการยอมรับเป็น สำนักปฏิบัติธรรม-ศูนย์พัฒนาคุณธรรม ประจำจังหวัดอุทัยธานี ประวัติวัดหนองจิกยาว พระทวน อคฺคจิตโต ได้เป็นผู้นำพระจำนวน 10 รูป เดินธุดงค์จากวัดเจริญธรรม(ถ้ำภูตอง) ตำบลพัฒนานิคม อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี มาปักกลดโปรดญาติโยม ที่บ้านเกิดของตนเองที่บ้านหนองจิกยาว หมู่ 16 ตำบลตลุกดู่ อำเภอทัพทัน จังหวัดอุทัยธานี ญาติโยมเกิดความศรัทธา ได้นิมนต์ให้อยู่ในสำนักสงฆ์บ้านหนองจิกยาว เพื่อเป็นที่พึ่งในการบำเพ็ญกุศลและเจริญภาวนา เพื่อเป็นบุญเป็นกุศลของญาติโยมที่บ้านหนองจิกยาวและใกล้เคียง ต่อมาหลวงพ่อเสวก จนฺทปญฺโญ ประธานสงฆ์ของวัดเจริญธรรม ได้เดินทางมาเยี่ยม ได้เห็นที่ๆเป็นวัดหนองจิกยาวอยู่ทุกวันนี้ เป็นที่ร่มรื่นอยู่กลางทุ่งสงบร่มเย็น ห่างไกลจากเสียงรบกวนเหมาะสำหรับบำเพ็ญเพียรภาวนา ตามหลักพระพุทธศาสนา จึงได้ปรารภขอบิณฑบาตแลกกับสถานที่เดิมให้เป็นที่พักสงฆ์และจะได้เป็นวัดในวัดข้างหน้า เจ้าของที่คือ คุณพ่อเกิด และ คุณแม่คลี่ ธูปเงิน ซึ่งเป็นพ่อแม่ของโยมบุญกอง ได้ยินดียกที่ให้เป็นที่พักสงฆ์และเพื่อเป็นวัดต่อไป มีเนื้อที่ 6 ไร่เศษ และมีคุณพ่อจุลและคุณแม่มณี แตงสุด ก็ยกที่เพิ่มเติมให้อีก ตั้งแต่ปีพ.ศ.2529 และต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นวัด เมื่อ 14 ธันวาคม 2538 จากกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งปัจจุบันเนื้อที่ได้ซื้อเพิ่มเติมและมีผู้บริจาคเพิ่มอีก 2 ไร่ คือ คุณพ่ออุทัย และคุณแม่น้อย เสมากุล และ น.ต.อุกฤษฎ์ กระแสร์ลาภ คุณแม่สำราญ กระแสร์ลาภ ถวายที่เพิ่ม 18 ไร่ เพื่อเป็นสถานที่รองรับผู้มาปฏิบัติธรรม ปัจจุบันนี้มีเนื้อที่ 36 ไร่เศษ
3 ปี
0
0
วัดบุญลือ ตั้งอยู่เลขที่ ๓๕/๑ บ้านนางลือ หมู่ที่ ๑ ตำบลเนินแจง อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ ๙ ไร่ ๒๔ ตารางวา โฉนดเลขที่ ๙๘๐๙-๙๑ อาณาเขต ทิศเหนือยาว ๕ เส้น ๒ วา ติดต่อกับทางสาธารณะ ทิศใต้ยาว ๔ เส้น ติดต่อกับที่นาเลขที่ ๙๐ และแม่น้ำ ทิศตะวันออกยาว ๓ เส้น ๘ วา ติดต่อกับที่ดินเลขที่ ๙๐ ๓๖ ไร่ ๘๐ ตารางวา โฉนดและ น.ส. ๓ เลขที่ ๙๖๑๑-๑๐๒, ๑๐๐, ๙๕๐๔ อยู่ท้องที่ตำบลเนินแจง ๒ แปลง ตำบลน้ำทรง อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ ๑ แปลง พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบลุ่มอยู่ริมแม่น้ำสะแกกรังทางฝั่งตะวันออก มักถูกน้ำท่วมในฤดูฝนอาคารเสนาสนะต่าง ๆ มี อุโบสถกว้าง ๖ เมตร ยาว ๑๖.๘๐ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๔๕๔ ศาลาการเปรียญกว้าง ๑๖ เมตร ยาว ๒๕ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๕๑๘ หอสวดมนต์กว้าง ๑๔ เมตร ยาว ๑๗ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๕๒๔ กุฎสงฆ์ จำนวน ๓ หลัง สำหรับปูชนียวัตถุมี พระประธานในอุโบสถเนื้อทองเหลืองขนาดพระเพลากว้าง ๑ เมตร พระพุทธรูปอื่นอีกเป็นเนื้อทองเหลือง ๒ องค์ ปูนปั้น ๑ องค์ นอกจากนี้มีเจดีย์ฐานกว้าง ๔ เมตร สูง ๗ เมตร และปรางค์ฐานกว้าง ๒ เมตร สูง ๒๕ เซนติเมตร วัดบุญลือ สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่วันที่ ๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๔๘ เดิมเรียกว่า “วัดบ้านนางลือ” อยู่ในเขตปกครองของอำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ เริ่มสร้างวัดขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๓๗ ระยะแรก ๆ ไม่มั่นคงนักพระสงฆ์อยู่จำพรรษาไม่แน่นอนมีบ้างว่างเว้นไปบ้างเนื่องจากการคมนาคมไม่สะดวก ต่อมาจึงได้โอนท้องที่ดังกล่าวนี้มาขึ้นกับอำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี ตั้งแต่วันที่ ๗ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาวันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ. ๒๔๕๕ เขตวิสุงคามสีมากว้าง ๖ เมตร ยาว ๑๖.๘๐ เมตร ได้ประกอบพิธีผูกพัทธสีมาวันที่ ๑๙ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๒ มีพระภิกษุอยู่จำพรรษา ๑๓ รูป สามเณร ๒ รูป ทางวัดได้เปิดสอนพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๔๗๐ มีโรงเรียนประถมศึกษาของทางราชการตั้งอยู่ที่วัดนี้ด้วย เจ้าอาวาสมี ๘ รูป คือ รูปที่ ๑ พระกลิ่น คนฺทธโธ พ.ศ. ๒๔๓๗-๒๔๔๐ รูปที่ ๒ พระอธิการเป้ อินฺทวณฺโณ พ.ศ. ๒๔๔๐-๒๔๔๑ รูปที่ ๓ พระอธิการทอง สุจิตฺโต พ.ศ. ๒๔๔๒-๒๔๔๕ รูปที่ ๔ พระอธิการนวม ฐานทตฺโต พ.ศ. ๒๔๔๖-๒๔๖๖ รูปที่ ๕ พระอธิการโกฏ กตปุญฺโญ พ.ศ. ๒๔๖๗-๒๔๖๙ รูปที่ ๖ พระมหาบุญเพ็ญ ปญฺญาธโร พ.ศ. ๒๔๗๐-๒๔๘๔ รูปที่ ๗ พระมหาลำไย อคฺคปุญฺโญ พ.ศ. ๒๔๘๔-๒๔๘๙ รูปที่ ๘ พระครูอุเทสรามธรรม (รัง) ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๑
3 ปี
0
0
จังหวัดอุทัยธานี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ ๒๑ ไร่ ๑ งาน ๖๐ ตารางวา โฉนดเลขที่ ๙๙๓๘ พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบลุ่ม อาคารเสนาสนะต่าง ๆ มี อุโบสถกว้าง ๘ เมตร ยาว ๑๙ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๕๒๖ ศาลาการเปรียญกว้าง ๑๗ เมตร ยาว ๑๗ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๕๒๖ หอสวดมนต์กว้าง ๗ เมตร ยาว ๑๐ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๕๑๒ กุฎีสงฆ์ จำนวน ๓ หลัง สำหรับปูชี้วัตถุมี พระประธานในอุโบสถ พระประธานกลางบริเวณลานวัด ๑ องค์ สร้าง พ.ศ. ๒๕๐๖ พระพุทธรูปบูชาอื่นนอกนี้มีจำนวน ๗ องค์ เป็นพระพุทธรูปเนื้อทองเหลือง วัดตานาด ชาวบ้านเรียก “วัดโบสถ์” สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่ประมาณ พ.ศ.๒๔๐๒ มีนามตามชื่อบ้าน ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาวันที่ ๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๒ มีพระภิกษุอยู่จำพรรษาปีละ ๕ รูป สารเณร ๒ รูป มีโรงเรียนประถมศึกษาของทางราชการตั้งอยู่ที่วัดนี้ด้วย เจ้าอาวาสมี ๗ รูป คือ รูปที่ ๑ พระครูนวม รูปที่ ๒ พระอธิการแปลก รูปที่ ๓ หลวงพ่อเตลื่อ รูปที่ ๔ พระอธิการประสิทธิ์ รูปที่ ๕ พระอธิการยุ้ง ชีวปญฺโญ รูปที่ ๖ พระอธิการโกมิน ถาวรธมฺโม รูปที่ ๗ พระอธิการสวิง ฐิตปญฺโญ ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๑๙
3 ปี
0
0
วัดวังปลากด ตั้งอยู่เลขที่ ๘๔ บ้านวังปลากด หมู่ที่ ๑ ตำบลทุ่งใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ ๓๐ ไร่ อาณาเขต ทิศเหนือติดต่อกับที่ดินของนายสนม พรมอยู่ ทิศใต้ติดต่อกับที่ดินของนายมณี กองแก้ว ทิศตะวันออกติดต่อกับคลองตากแดด ทิศตะวันตกติดต่อกับที่ดินของนายมณี กองแก้ว พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบลุ่มอยู่ริมลำน้ำตากแดด อาคารเสนาสนะต่าง ๆ มี อุโบสถกว้าง ๘ เมตร ยาว ๒๐ เมตร บูรณะ พ.ศ. ๒๕๐๒ ศาลาการเปรียญกว้าง ๘ เมตร ยาว ๑๖ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๔๗๕ กุฎีสงฆ์ จำนวน ๒ หลัง สำหรับปูชนียวัตถุมี พระประธานในอุโบสถพระพุทธรูปอื่นอีก ๖ องค์ และมีเจดีย์ ๔ องค์ วัดวังปลากด สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. ๒๔๐๐ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาวันที่ ๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๐๕ เขตวิสุงคามสีมากว้าง ๘ เมตร ยาว ๒๐ เมตร มีพระภิกษุอยู่จำพรรษา ๙ รูป มีโรงเรียนประถมศึกษาของทางราชการตั้งอยู่ที่วัดนี้ด้วย เจ้าอาวาสมี ๑๐ รูป คือ รูปที่ ๑ หลวงพ่อพ่วง พ.ศ. ๒๔๐๕ รูปที่ ๒ พระอาจารย์ยอด รูปที่ ๓ หลวงพ่อแบน รูปที่ ๔ พระอาจารย์นม รูปที่ ๕ พระอาจารย์จ้อย รูปที่ ๖ พระอาจารย์บุตร รูปที่ ๗ พระอาจารย์บุญ รูปที่ ๘ พระมหาหว้า รูปที่ ๙ พระสมุห์สงวน พ.ศ.๒๔๗๐ รูปที่ ๑๐ พระอธิการคุณ ปุณฺณวุฑฺโฒ ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๕
3 ปี
0
1
วัดหนองพังค่า ตั้งอยู่เลขที่ ๓๒ บ้านหนองพังค่า หมู่ที่ ๑ ตำบลหนองพังค่า อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ ๑๖ ไร่ ๒ งาน ๒๓ ตารางวา พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบปลูกต้นไม้ไว้รอบ ๆ บริเวณวัด อาคารเสนาสนะต่าง ๆ มีอุโบสถกว้าง ๕ เมตร ยาว ๑๕ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๕๒๕ ศาลาการเปรียญกว้าง ๑๖ เมตร ยาว ๓๒ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๕๐๖ กุฎีสงฆ์ จำนวน ๒ หลัง สำหรับปูชนียวัตถุมีพระประธานในอุโบสถ ขนาดพระเพลากว้าง ๑.๔๕ เมตร พระพุทธรูปอื่นอีกจำนวน ๒ องค์ นอกจากนี้มีเจดีย์อยู่หน้าอุโบสถ ๙ องค์ เจดีย์ตรงกลางลานวัด ๑ องค์ วัดหนองพังค่า สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่วันที่ ๑๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๓๙ ได้มีนามตามชื่อบ้าน ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาวันที่ ๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๔๖ เขตวิสุงคามสีมากว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๑๒ เมตร มีพระภิกษุอยู่จำพรรษา ๒ รูป สารเณร ๑ รูป มีโรงเรียนประถมศึกษาของทางราชการตั้งอยู่ที่วัดนี้ด้วย เจ้าอาวาสที่ทราบนามมี ๑๐ รูป คือ รูปที่ ๑ พระอธิการอินทร์ รูปที่ ๒ พระอธิการอึ่ง รูปที่ ๓ พระครูอุกฤษฏ์ธรรมรัตน์ รูปที่ ๔ พระอธิการเงิน รูปที่ ๕ พระอธิการแถว รูปที่ ๖ พระอธิการจ่อง รูปที่ ๗ พระอธิการทนทาน รูปที่ ๘ พระมหาสยาม รูปที่ ๙ พระอธิการขาบ พ.ศ. ๒๕๑๖-๒๕๒๓ รูปที่ ๑๐ พระระ ปูนสีโล รักษาการสืบมา
3 ปี
0
0
วัดศรีประมุข ตั้งอยู่เลขที่ ๕๕ บ้านเนื้อร้อน หมู่ที่ ๒ ตำบลหนองพังค่า อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีดินตั้งวัดเนื้อที่ ๗ ไร่ ๒ งาน ๖๓ ตารางวา อาณาเขต ทิศเหนือยาว ๗๗ วา ติดต่อกับถนนสาธารณะ ทิศใต้ยาว ๖๓ วา ติดต่อกับคลองท่าโพธิ์ ทิศตะวันออกยาว ๗๙ วา ติดต่อกับคลองท่าโพธิ์ ทิศตะวันตกยาว ๘๓ วา ติดต่อกับทุ่งนา พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบลุ่มสภาพแวดล้อมเป็นทุ่งนาและมีลำคลองส่งน้ำ อาคารเสนาสนะต่าง ๆ มี ศาลาการเปรียญกว้าง ๑๓ เมตร ยาว ๑๕ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๕๑๖ กุฎีสงฆ์ จำนวน ๖ หลัง สำหรับปูชนียวัตถุมี พระพุทธรูปบูชาจำนวน ๕ องค์ เจดีย์ ๑ องค์ วัดศรีประมุข สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่วันที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๐ โดยมีนายเขียว นุตยางกู้ เป็นผู้บริจาคที่ดินเริ่มแรกเนื้อที่ ๔ ไร่ ๒ งาน ๗๐ ตารางวา และร่วมกับประชาชนจัดสร้างวัดนี้ ต่อมาทางวัดได้จัดซื้อที่ดินเพิ่มเติมอีก ๒ ไร่ ๓ งาน ๙๓ ตารางวา ชาวบ้านมักเรียกนามวัดว่า “วัดเนื้อร้อน” มีพระภิกษุอยู่จำพรรษา ๕ รูป มีโรงเรียนประถมศึกษาของทางราชการตั้งอยู่ในที่วัดนี้ด้วย เจ้าอาวาสมี ๑๑ รูป คือ รูปที่ ๑ พระอธิการชม พ.ศ.๒๔๖๐-๒๔๖๙ รูปที่ ๒ พระมหาเสถียร พ.ศ. ๒๔๗๐ รูปที่ ๓ พระอธิการเฟื่อง รูปที่ ๔ พระอธิการสง่า รูปที่ ๕ พระอธิการเผิน รูปที่ ๖ พระอธิการเอือม รูปที่ ๗ พระครูอุปธิธรรมนิเวศ รูปที่ ๘ พระอธิการรอด รูปที่ ๙ พระอธิการออม รูปที่ ๑๐ พระอธิการทอง รูปที่ ๑๑ พระอธิการดอกรัก ธรรมโม ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๒
3 ปี
0
1
วัดคลองหิน ตั้งอยู่เลขที่ 5 หมู่ 4 ตำบลหนองพังค่า อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ 5 ไร่ 50 ตาราวา ได้รับตั้งวัดเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2539 เบอร์โทรศัพท์เจ้าอาวาส 058 725405 วัดคลองหินเดิมเป็นวัดร้างมาก่อนซึ่งคนเก่าแก่ บอกว่า วัดนี้มีสภาพเป็นวัดร้างอยู่ก่อนแล้ว มีเจดีย์ 1 แห่ง (ปัจจุบันไม่มีแล้ว)ต่อมาปี 2532 อ.สุทน พัฒนศิริและครอบครัว ได้มาบูรณปฏิสังขรณ์วัดนี้ขึ้นมาถึงปัจจุบัน พระอธิการธีระ สนฺติธมฺโม ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส
3 ปี
0
0
ประวัติวัดหนองหญ้านาง วัดหนองหญ้านาง เป็นวัดเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ปัจจุบันที่ตั้งของวัดอยู่บนฝั่งของแขวง ตากแดดในเขตตำบลหนองไผ่แบนอำเภอเมืองฯ จังหวัดอุทัยธานี เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน คือ พระครูอุปการ พัฒนกิจ หรือ หลวงพ่อสมัย อาภาธโร เป็นชาวอุทัยธานีโดยกำเนิดตระกูลผ่ายบิดาเป็นหมอ ที่มีความ เชี่ยวชาญในการแพทย์แผนโบราณมาหลายชั่วอายุคน มีตำราแพทย์แผนโบราณ เป็นมรดกตกทอดมาต่อๆ กันมา ต่อมามีหมอเขียวซึ่งเป็นลุง ได้ทำการถ่ายทอดความรู้ให้จนกระทั่งเมื่อได้บวชเรียนและจำพรรษาที่ วัดหนองหญ้านาง จึงได้เริ่มทำการรักษาคนป่วยเป็นครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2516 ในช่วงแรกเป็นการรักษา เกี่ยวกับกระดูกโดยการใช้ยาสมุนไพร การใช้น้ำมัน การเหยียบเหล็กแดง การนวดประคบ ต่อมาเมื่อท่าน ได้ศึกษาเพิ่มเติมมากขึ้น จนเกิดความเชี่ยวชาญในการรักษาโรคต่างๆ ด้วยวิชาการแพทย์โบราณหลายโรค ด้วยกัน ที่เน้นหนักและยอมรับกันว่า ท่านเชี่ยวชาญชำนาญเป็นพิเศษจนมีชื่อเสียงเลื่องลือก็คือ การรักษาโรค อัมพฤกษ์อัมพาต เหน็บชา เบาหวาน และภายหลังปี พ.ศ. 2523 จึงเริ่มมีการอบไอน้ำสมุนไพรในปี พ.ศ. 2536 พระครูอุปการพัฒนกิจ ได้รับคัดเลือกจากคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ให้เป็นผู้มีผลงานดีเด่น ทางด้านวัฒนธรรมสาขาภูมิปัญญาชาวบ้าน (การบำบัดโรค) ในปี พ.ศ. 2547 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุทัยธานี ได้จัดตั้งศูนย์การเรียนรู้การแพทย์พื้นบ้าน ไทยขึ้น โดยได้คัดเลือกวัดหนองหญ้านาง เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้การแพทย์พื้นบ้านไทย ของจังหวัด อุทัยธานี วัตถุประสงค์ เพื่อเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ของชุมชนในการส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ การถ่าย ทอดและแลกเปลี่ยนประสบการณ์องค์ความรู้การแพทย์พื้นบ้านไทยแก่ประชาชนในชุมชน ต่อมาในปี พ.ศ. 2548 สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุทัยธานี ได้ดำเนินงานพัฒนาศูนย์การเรียนรู้การแพทย์พื้นบ้านไทย ในลักษณะการพัฒนาแบบต่อยอดจากปีที่แล้ว ซึ่งการพัฒนาฯดังกล่าวได้รับความร่วมมือจากพระครูอุปการ พัฒนกิจ และศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาสุขภาพภาคประชาชนภาคเหนือ จังหวัดนครสวรรค์ โดยได้รับงบ ประมาณสนับสนุนการดำเนินงานจากกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก(กลุ่มงานการ แพทย์พื้นบ้านไทย)
3 ปี
0
1
วัดหนองโพธิ์ ตั้งอยู่เลขที่ ๖๗ บ้านหนองโพธิ์ หมู่ที่ ๕ ตำบลหนองไผ่แบน อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ ๔ ไร่ ๓ งาน ๖๕ ตารางวา น.ส. ๓ เลขที่ ๒๒๖ มีที่ธรณีสงฆ์ จำนวน ๑ แปลง เนื้อที่ ๖ ไร่ ๑ งาน ๗ ตารางวา น.ส. ๓ เลขที่ ๓๑๘ พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบลุ่มสภาพแวดล้อมเป็นหมู่บ้านและที่นา อาคารเสนาสนะต่าง ๆ มีอุโบสถกว้าง ๗ เมตร ยาว ๑๐ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๕๒๕ ศาลาการเปรียญกว้าง ๑๔ เมตร ยาว ๑๔ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๕๐๐ หอสวดมนต์กว้าง ๘ เมตร ยาว ๑๒ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๕๑๔ กุฎีสงฆ์ จำนวน ๒ หลัง สำหรับปูชนียวัตถุมี พระประธานในอุโบสถ วัดหนองโพธิ์ สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. ๒๔๑๖ เดิมตั้งอยู่ใกล้ลำคลอง ตลุกแจงเรียก ตอนกลาง ปัจจุบันเรียก ตอนวัดเก่า โดยมีพระธุดงค์ชาวบ้านเรียก หลวงพ่อจันทร์ เป็นผู้ดำเนินการจัดสร้างวัดนี้ ต่อมาได้ย้ายเสนสนะมาจัดสร้างขึ้น ณ ที่ตั้งปัจจุบันซึ่งนางพ่วง ธัญกรรม และนายอินทร์ ธัญกรรม บริจาคที่ดินให้เป็นที่สร้างวัดใหม่ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๕๑๓ เขตวิสุงคามสีมากว้าง ๔๐ เมตร ยาว ๘๐ เมตร ได้ผูกพัทธสีมาวันที่ ๑๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๓ มีพระภิกษุอยู่จำพรรษา ๔ รูป สามเณร ๒ รูป ทางวัดได้เปิดสอนพระปริยัติธรรม พ.ศ. ๒๕๐๐ เจ้าอาวาสมี ๑๑ รูป คือ รูปที่ ๑ หลวงพ่อจันทร์ รูปที่ ๒ หลวงพ่อป้อม รูปที่ ๓ พระอาจารย์เทศน์ รูปที่ ๔ พระอาจารย์ทองดี รูปที่ ๕ พระอาจารย์อยู่ รูปที่ ๖ พระอาจารย์ไข่ รูปที่ ๗ พระอาจารย์สะอาด รูปที่ ๘ พระอาจารย์ประสิทธิ์ รูปที่ ๙ พระอาจารย์พอง รูปที่ ๑๐ พระครูอุทิศสังคมการ พ.ศ. ๒๕๐๐-๒๕๒๓ รูปที่ ๑๑ พระเหลื่อม อินฺทสุวณฺโณ รักษาการตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๓
3 ปี
0
1
วัดหนองไผ่แบน ตั้งอยู่เลขที่ ๖๙ บ้านหนองไผ่แบน หมู่ที่ ๑ ตำบลหนองไผ่แบน อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ ๑๔ ไร่ ๓ ตารางวา น.ส. ๓ เลขที่ ๑๒๓ พื้นที่วัดเป็นที่เนินสูง อาคารเสนาสนะต่าง ๆ มี อุโบสถกว้าง ๘ เมตร ยาว ๒๐ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๕๑๓ ศาลาการเปรียญกว้าง ๘ เมตร ยาว ๑๔ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๔๙๑ หอสวดมนต์กว้าง ๔ เมตร ยาว ๗ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๕๐๗ กุฎีสงฆ์ จำนวน ๔ หลัง สำหรับปูชนียวัตถุมี พระประธานในอุโบสถ วัดหนองไผ่แบน สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. ๒๔๕๑ ได้มีนามตามชื่อบ้าน ชาวบ้านร่วมใจกันสร้าง ต่อมาขุนหนองไผ่โรปกรณ์ ได้นำชาวบ้านพัฒนาวัดให้เจริญรุ่งเรืองตามสมควร ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาวันที่ ๒ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๐ มีพระภิกษุอยู่จำพรรษา ๕ รูป มีโรงเรียนประถมศึกษาของทางราชการตั้งอยู่ในที่วัดนี้ด้วย เจ้าอาวาส มี ๔ รูป คือ รูปที่ ๑ พระปาน พ.ศ. ๒๔๒๑-๒๔๕๗ รูปที่ ๒ พระช้าง พ.ศ. ๒๔๕๗-๒๔๙๘ รูปที่ ๓ พระอินทร์ พ.ศ. ๒๔๙๘-๒๕๐๙ รูปที่ ๔ พระครูนวล ฐิตวฑฺฒโน ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๙
3 ปี
0
0
วัดเนินซาก ตั้งอยู่เลขที่ ๑๙ บ้านเนินซาก หมู่ที่ ๒ ตำบลหนองไผ่แบน อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ ๗ ไร่ ๓ งาน ๑๓ ตารางวา น.ส. ๓ เลขที่ ๑๐๒ อาณาเขต ทิศเหนือยาว ๑๕๓ เมตร ติดต่อกับถนนสาธารณะทิศใต้ติดต่อกับที่ตั้งโรงเรียนบ้านเนินซาก ทิศตะวันออกยาว ๑๑๕ เมตร ติดต่อกับทางหลวง ทิศตะวันตกยาว ๑๒๕ เมตร ติดต่อกับที่นาของครูชะอุ้ม จันทร์จินดา พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่สูง อาคารเสนาสนะต่าง ๆ มี อุโบสถกว้าง ๕.๔๐ เมตร ยาว ๑๖ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๕๒๒ โครงสร้างคอนกรีตเสริมเหล็ก ศาลาการเปรียญกว้าง ๑๔ เมตร ยาว ๒๐ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๕๑๗ เป็นอาคารคอนกรีตชั้นเดียว หอสวดมนต์กว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๑๓ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๕๐๕ สำหรับปูชนียวัตถุมี พระประธานในอุโบสถจำนวน ๒ องค์ พร้อมด้วยพระอัครสาวก วัดเนินซาก สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่วันที่ ๑๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๔๒ เดิมเรียก “วัดดอนซาก” ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๑๙ เขตวิสุงคามสีมากว้าง ๒๐ เมตร ยาว ๔๐ เมตร ได้ผูกพัทธสีมาวันที่ ๑๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๒ มีพระภิกษุอยู่จำพรรษา ๕ รูป สามเณร ๒ รูป เจ้าอาวาสมี ๗ รูป คือ รูปที่ ๑ พระแจ่ม ฐิตปญฺโญ พ.ศ. ๒๔๗๐ รูปที่ ๒ พระแสวง ฉนฺทธมฺโม พ.ศ. ๒๔๙๖ รูปที่ ๓ พระเครื่อง อินฺทวณฺโณ พ.ศ. ๒๔๙๓ รูปที่ ๔ พระจอม ชาตธมฺโม พ.ศ. ๒๕๐๐ รูปที่ ๕ พระอธิการสุทิน ชินจิตฺโต พ.ศ. ๒๕๑๒ รูปที่ ๖ พระอธิการจำรัส กลฺยาณธมฺโม พ.ศ. ๒๕๑๗ รูปที่ ๗ พระรัตน์ ฉนฺทชาโต รักษาการตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๔
3 ปี
0
0
วัดราษฎร์ศรัทธาทำ ตั้งอยู่เลขที่ ๔๑ บ้านไผ่ล้อม หมู่ที่ ๖ ตำบลท่าซุง อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ ๑๕ ไร่ ๒ งาน ๕๑ ตารางวา น.ส. ๓ เลขที่ ๑๖๔ อาณาเขต ทิศเหนือยาว ๔ เส้น ๘ วา ติดต่อกับที่ดินของเอกชนมีป่าไผ่เป็นเขต ทิศใต้ยาว ๔ เส้น ๙ วา ติดต่อกับถนนและบ้านเรือนของประชาชน ทิศตะวันออกยาว ๓ เส้น ๗ วา ติดต่อกับถนนริมแม่น้ำเจ้าพระยา ทิศตะวันตกยาว ๓ เส้น ๗ วา ติดต่อกับถนนหลังวัดและมีหนองน้ำและคลอง พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบลุ่มอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา มีป่าไผ่ล้อมรอบมีลักษณะเป็นเกาะอาคารเสนาสนะต่าง ๆ มี อุโบสถกว้าง ๖.๔๔ เมตร ยาว ๒๐.๒๒ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๕๒๖ เป็นอุโบสถหลังใหม่ สำหรับหลังเก่าสร้าง พ.ศ. ๒๕๐๒ ศาลาการเปรียญกว้าง ๑๖ เมตร ยาว ๒๔ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๕๑๔ หอสวดมนต์กว้าง ๑๑.๕๐ เมตร ยาว ๑๕.๕๐ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๕๐๗ กุฎีสงฆ์ จำนวน ๖ หลัง เป็นอาคารไม้ สำหรับปูชนียวัตถุมี พระประธานในอุโบสถหลังใหม่และเก่า พระประธานที่ศาลาการเปรียญ นอกจากนี้มีพระพุทธรูปขนาดและปางต่าง ๆ จำนวน ๘ องค์ และพระอัครสาวก วัดราษฎร์ศรัทธาทำ สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่วันที่ ๕ มีนาคม พ.ศ.๒๔๗๗ เดิมชาวบ้านเรียก “วัดไผ่ล้อม” ตามลักษณะภูมิประเทศที่ตั้งวัด เพราะมีป่าไม้ล้อมรอบบริเวณวัด ต่อมาประมาณปี พ.ศ.๒๔๘๒ จึงได้เปลี่ยนนามเป็น “วัดราษฎร์ศรัทธาทำ” ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาวันที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๒๕ เขตวิสุงคามสีมากว้าง ๔๐ เมตร ยาว ๘๐ เมตร มีพระภิกษุอยู่ประจำ ๒ รูป ทางวัดได้เปิดสอนพระปริยัติธรรม พ.ศ.๒๕๐๗ มีโรงเรียนประถมศึกษาของทางราชการตั้งอยู่ที่วัดนี้ด้วย เจ้าอาวาสมี ๑๐ รูป คือ รูปที่ ๑ พระอาจารย์สำเภา พ.ศ. ๒๔๗๒-๒๔๗๓ รูปที่ ๒ พระอาจารย์รุ่ง พ.ศ. ๒๔๗๔-๒๔๗๖ รูปที่ ๓ พระอาจารย์ลับ พ.ศ. ๒๔๗๗-๒๔๗๙ รูปที่ ๔ พระอาจารย์ปลั่ง พ.ศ. ๒๔๗๙-๒๔๘๑ รูปที่ ๕ พระอาจารย์หลี พ.ศ. ๒๔๘๒-๒๔๘๔ รูปที่ ๖ พระอาจารย์ศักดิ์ พ.ศ. ๒๔๘๕-๒๔๘๖ รูปที่ ๗ พระอาจารย์บุญมา พ.ศ. ๒๔๙๒-๒๕๐๒ รูปที่ ๘ พระอาจารย์บู่ พ.ศ. ๒๕๐๖-๒๕๑๙ รูปที่ ๙ พระมหามานะ พ.ศ. ๒๕๐๒-๒๕๒๑ รูปที่ ๑๐ พระอธิการสมบูรณ์ นาถปุญฺโญ ดำรงตำแหน่งสืบต่อมา
3 ปี
0
0
วัดปากคลองท่าซุง ชื่อเดิม วัดสามจีน ตั้งอยู่บ้านท่าซุง ตำบลท่าซุง อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานีสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ 19 ไร่ 65 ตาราวา การสร้างวัด เดิมเป็นสำนักสงฆ์ ต่อมานายเทียน-นาง เง็ก อยู่วัง นายคล้อย-นางสาคร มาศอุดม นายฮ้อ-นางลูกอินทร์ พานิชกุล ได้ถวายที่ดินให้จัดสร้างเป็นวัด เมื่อปี พ.ศ.2514 ต่อมานายสง่า สุทธินันท์ ได้รับอนุญาตให้สร้างวัด ณ บ้านเลขที่ 1 หมู่ที่ 1 ต.ท่าซุง อ.เมือง จ.อุทัยธานี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2530 โดยใช้ชื่อวัดว่า วัดปากคลองท่าซุง สิ่งปลูกสร้างในวัด อุโบสถลอยฟ้า โดยใต้ถุนสูงจากพื้น 2.50 เมตร ความยาว 14.50 กว้าง 12 เมตร สูงจากชานถึงหลังคา 7.50 เมตร มีพระอธิการชม ธมฺมชโย ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส ตั้งแต่ 18 เมษายน 2538 ถึงปัจจุบัน
3 ปี
0
0
วัดคลองเคียน ตั้งอยู่เลขที่ 8 หมู่ที่ 7 บ้านท่าตาโป้ย ตำบลท่าซุง อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินจำนวน 18 ไร่ 2 งาน 9 ตารางวา โฉนดเลขที่เลขที่ 19933,19934,19935 และ 14781 พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบลุ่ม อาคารเสนาสนะต่าง ๆ ประกอบด้วย อุโบสถ 1 หลัง กว้าง 22 เมตร ยาว 32 เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ.2538 ศาลาการเปรียญ 1 หลัง กว้าง 20 เมตร ยาว 18 เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ.2530 หอสวดมนต์ 1 หลัง กว้าง 18 เมตร ยาว 19 เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ.2536 กุฎี 2 หลัง กว้าง 9 เมตร ยาว 15 เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ.2549 โรงครัว 1 หลัง กว้าง 10 เมตร ยาว 20 เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ.2547 ซุ้มประตูสร้างเมื่อ พ.ศ.2550 การสร้างวัด ได้รับอนุญาตตั้งวัด เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ.2530 ต่อมาได้รับอนุญาตสร้างวัดในพระพุทธศาสนา เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2531 ว่า วัดคลองเคียน ตามชื่อหมู่บ้าน ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2545เจ้าอาวาส 2 รูป รูปที่ 1 พระอธิการสมพงษ์ รามคุโณ รูปที่ 2 พระอธิการวินัย หฎฐจิตฺโต ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2545 ถึงปัจจุบัน
3 ปี
0
0
วัดเกาะสวรรค์ ตั้งอยู่เลขที่ ๔๖ บ้านเกาะเทโพ หมู่ที่ ๖ ตำบลเกาะเทโพ อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ ๘ ไร่ ๑ งาน ๘ ตารางวาน.ส. ๓ เลขที่ ๓๐๑ อาณาเขต ทิศเหนือติดต่อกับถนนสายหาดทนง – เกาะเทโพ ทิศใต้ติดต่อกับถนนสายลำน้ำเจ้าพระยา ทิศตะวันออกติดต่อกับที่ดินของนางกิมเฮียง เข็มสุวรรณ ทิศตะวันตกติดต่อกับที่ดินของนายช้วน จันทร์หล่าย มีที่ธรณีสงฆ์ จำนวน ๒ แปลง เนื้อที่ ๘ ไร่ ๑ งาน ๘ ตารางวา น.ส. ๓ เลขที่ ๓๔๘พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบลุ่มอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยามีถนนรถยนต์การคมนาคมสะดวก อาคารเสนาสนะต่าง ๆ มี อุโบสถกว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๒๐ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๕๒๖ เป็นอาคารไม้กุฎีสงฆ์ จำนวน ๒ หลัง เป็นอาคารไม้ สำหรับปูชนียวัตถุมี พระพุทธรูปจำนวน ๑๐ องค์ รอยพระพุทธบาทจำลองและรูปหล่อของหลวงพ่อบุตรวัดเกาะสวรรค์ สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๙๑ เดิมนั้นตั้งอยู่บนตัวเกาะเทโพต่อมาถูกน้ำเซาะตลิ่งพังเข้าถึงเสนาสนะจึงได้ย้ายมาจัดสร้างขึ้นใหม่ ณ ที่ตั้งปัจจุบัน มีพระภิกษุอยู่ประจำ ๓ รูป แต่เดิมมีโรงเรียนประถมศึกษาของทางราชการตั้งอยู่ในที่วัดนี้ด้วย ปัจจุบันได้ย้ายไปสร้างขึ้นเป็นเอกเทศแล้ว นับตั้งแต่ทางวัดถูกน้ำเซาะตลิ่งพังเป็นต้นมา เจ้าอาวาสมีนามว่า พระอธิการขาว กตสาโร
3 ปี
0
1
วัดเกาะเทโพ ตั้งอยู่เลขที่ 58/6 หมู่ที่ 4 บ้านป่าสะแก ตำบลเกาะเทโพ อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย นายพัว นางจำรูญ แก้ววิเชียร ได้ถวายที่ดินจำนวน 7 ไร่ 20 ตาราวา เป็นที่พักสงฆ์ จนมาถึงนายจันทร์ นางทองอยู่ แก้ววิเชียร (ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว)จึงปรึกษาที่ขออนุญาตั้งที่พักสงฆ์ ก็เพราะเหตุว่าการที่จะไปทำบุญ ทำกุศลตามวัดต่าง ๆ ก็ไกลมากจึงตกลงกันอาตมภาพคือพระปราโมทย์ อินฺทวีโร(ในขณะนี้)พร้อมด้วยชาวบ้านตำบลเกาะเทโพ ยกที่ดินให้เป็นที่พักสงฆ์ และได้ปรึกษากันหลายฝ่ายเพื่อจัดซื้อเพิ่มอีก 3 ไร่ 1 งาน 54 ตารางวา รวมมีที่ดิน10 ไร่ 1 งาน 54 ตารางวา จึงได้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องขอจัดตั้งวัด และได้อนุญาตเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2531 ต่อมาได้ปลูกกุฎีถาวรขึ้น 1 หลัง จำนวน 5 ห้อง พร้อมห้องน้ำห้องสุขา โดยการนำของนายณรงศักดิ์ นายยุคเหรียญ ศิริเสมอจันทร์ ปี 2534 สร้างหอสวดมนต์ ในปี พ.ศ.2534 ผู้มีจิตศรัทธา ในหมู่ที่ 2 ตำบลเกาะเทโพ คือ น.ส.บุญ แซ่แต้ ได้ถวายที่พักสงฆ์ 1 หลัง ปี 2535 สร้างเมรุ 1 หลัง ต่อมาได้ประกาศตั้งวัดในพระพุทธศาสนาว่า วัดเกาะเทโพ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2535 ต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2538 ปี 2542ได้รับแต่งตั้งเป็นพระครูอุทัยวีรากร จนถึงปัจจุบัน
3 ปี
0
0
วัดหาดทะนง ตั้งอยู่ที่บ้านหาดทนง หมู่ที่ ๕ ตำบลหาดทะนง อำเภอเมืองอุทัยธานีจังหวัดอุทัยธานี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ ๒๒ ไร่ ๕๐ ตารางวา อาณาเขตทิศเหนือยาว ๔ เส้น ๑๘ วา ติดต่อกับลำคลองและที่ดินของนายแกะ ทิศใต้ยาว ๕ เส้น ๗ วา ติดต่อกับที่ดินของนายเล็ก ทิศตะวันออกยาว ๓ เส้น ๑๘ วา ติดต่อกับลำคลอง ทิศตะวันตกยาว ๓ เส้น ๑๒ วา ติดต่อกับที่ดินของนายผล พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบมีแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านหน้าวัด และมีถนนสายอุทัยธานี-นครสวรรค์ ตัดผ่าน การคมนาคมสะดวก อาคารเสนาสนะต่าง ๆ มี อุโบสถ วิหาร ศาลาการเปรียญกว้าง ๑๘ เมตร ยาว ๒๔ เมตร หอสวดมนต์กว้าง ๘ เมตร ยาว ๑๖ เมตร กุฎีสงฆ์ จำนวน ๑๓ หลัง สำหรับปูชี้วัตถุมี พระประธานในอุโบสถ และปรางค์ วัดหาดทนง สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. ๒๓๐๐ เดิมเรียก “วัดภูมิถยารามราษฎร์เจริญ” เป็นวัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาแล้วประมาณ พ.ศ. ๒๔๑๒ มีโรงเรียนประถมศึกษาของทางราชการตั้งอยู่ที่วัดนี้ด้วย เจ้าอาวาสมี พระภิกษุอยู่ปกครองวัดเท่าที่ทราบนามมี ๔ รูป คือ รูปที่ ๑ หลวงพ่อปั้น รูปที่ ๒ หลวงพ่อทรัพย์ รูปที่ ๓ หลวงพ่อเกลี้ยง รูปที่ ๔ พระต่วน ฐิติโน
3 ปี
0
1
วัดหนองสลิด ตั้งเลขที่ ๓๓ บ้านหนองสลิด หมู่ที่ ๖ ตำบลดอนขวาง อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ ๗ ไร่ ๑ งาน ๔ ตารางวา พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบ สภาพแวดล้อมเป็นที่นาของชาวบ้าน อาคารเสนาสนะต่าง ๆ มีอุโบสถกว้าง ๗ เมตร ยาว ๑๖ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๔๖๘ ศาลาการเปรียญกว้าง ๑๓ เมตร ยาว ๑๙ ยาว สร้าง พ.ศ. ๒๔๘๐ หอสวดมนต์กว้าง ๓.๕๐ เมตร ยาว ๖.๕๐ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๔๖๗ กุฎีสงฆ์ จำนวน ๓ หลัง สำหรับปูชี้วัตถุมี พระประธานในอุโบสถ จำนวน ๓ องค์ ที่หอสวดมนต์ ๑ องค์ วัดหนองสลิด สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๓๖ โดยมีผู้ใหญ่ใจ นายอินทร์ นายอยู่และนายจู ร่วมดำเนินการจัดสร้างวัดนี้ขึ้นมา ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๗ เขตวิสุงคามสีมากว้าง ๔๐ เมตร ยาว ๘๐ เมตร ได้ผูกพัทธสีมาวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๗ มีพระภิกษุอยู่จำพรรษา ๕ รูป เจ้าอาวาสมี ๙ รูป คือ รูปที่ ๑ พระอธิการคง รูปที่ ๒ พระอธิการดิ้น รูปที่ ๓ พระอธิการจิ๋ว รูปที่ ๔ พระโก๋ รูปที่ ๕ พระครูอุแท้ธีรธรรม (เกิด) พ.ศ. ๒๔๕๕-๒๔๙๙ รูปที่ ๖ พระใบฎีกาอบ พ.ศ. ๒๔๙๙-๒๕๐๓ รูปที่ ๗ พระเทิ้ม พ.ศ. ๒๕๐๔-๒๕๐๖ รูปที่ ๘ พระอธิการสุด พ.ศ. ๒๕๐๖-๒๕๐๗ รูปที่ ๙ พระอธิการแก้ว อาสาโภ ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๘ เป็นต้นมา
3 ปี
0
0
วัดกลางเขาปุรณาราม ตั้งอยู่เลขที่ ๑๐๓ บ้านกลางเขา หมู่ที่ ๗ ตำบลดอนขวาง อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ ๓๗ ไร่ ๒ งานอาณาเขต ทิศเหนือยาว ๖๕ วา ติดต่อกับทางสาธารณะและที่นา ทิศใต้ยาว ๑๗ วาติดต่อกับถนนสาธารณะ ทิศตะวันออกยาว ๖๕ วา ติดต่อกับถนนและหมู่บ้าน ทิศตะวันตกยาว ๖๕ วาติดต่อกับถนนสาธารณะ พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่เนินสูง อาคารเสนาสนะต่าง ๆ มี อุโบสถกว้าง ๖ เมตร ยาว ๑๖ เมตร โครงสร้างก่ออิฐถือปูนสร้างมาแต่โบราณ ศาลาการเปรียญกว้าง ๑๖ เมตร ยาว ๑๖ เมตร สร้างพ.ศ. ๒๕๑๘ เป็นอาคารไม้ หอสวดมนต์กว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๑๒ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๔๘๖ เป็นอาคารไม้ กุฎีสงฆ์ จำนวน ๔ หลัง เป็นอาคารไม้ สำหรับปูชนียวัตถุมี พระประธานในอุโบสถ ขนาดพระเพลากว้าง ๖๐ นิ้ว และมีเจดีย์ ๑ องค์ วัดกลางเขาปุรณาราม เดิมมีนามว่า “วัดประดู่เชิงเขา” สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่ประมาณพ.ศ. ๒๓๐๕ ชาวบ้านมักเรียกสั้น ๆ ว่า “วัดกลางเขา” ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาแล้วในราว พ.ศ. ๒๓๐๙ มีพระภิกษุอยู่จำพรรษา ๑๐ รูป สามเณร ๒ รูป ทางวัดได้เปิดสอนพระปริยัติธรรมและมีโรงเรียนประถมศึกษาของทางราชการตั้งอยู่ที่วัดนี้ด้วย เจ้าอาวาสมี ๑๑ รูป คือ รูปที่ ๑ หลวงพ่อโม้ รูปที่ ๒ หลวงพ่อนุด รูปที่ ๓ พระสมุห์ถึก รูปที่ ๔ พระสมุห์เผิน รูปที่ ๕ พระอธิกานตุ๊ รูปที่ ๖ พระวินัยธรรมบุญ พ.ศ.๒๔๕๘ - ๒๔๗๓ รูปที่ ๗ พระสมุห์ไล้ รูปที่ ๘ พระใบฎีกาสังวาล จนฺทสโภ รูปที่ ๙ พระปลัดอ๊อด อตฺถสาโร พ.ศ. ๒๕๑๘ – ๒๕๒๔ รูปที่ ๑๐ พระมหาสุนทร สุนฺทโร พ.ศ. ๒๕๒๔ -๒๕๒๕ รูปที่ ๑๑ พระช้วน สุทนฺโต รักษาการสืบต่อมา
3 ปี
0
0
วัดโบสถ์ หรือ วัดอุโบสถาราม เดิมชื่อมโนรมย์ ชาวบ้านเรียกว่าวัดโบสถ์ เป็นวัดเก่าแก่อยู่ริมลำน้ำสะแกกรัง ในเขตเทศบาลเมือง จากตลาดสดเทศบาล มีสะพานข้ามแม่น้ำไปยังวัดอุโบสถาราม ซึ่งตั้งอยู่บนฝั่งตะวันออก ของแม่น้ำ สิ่งที่น่าสนใจในวัดได้แก่ จิตรกรรมฝาผนังในโบสถ์และวิหาร เป็นภาพเขียนสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ในโบสถ์เป็นภาพเกี่ยวกับพุทธประวัติเริ่มตั้งแต่ประสูติจนถึงปรินิพพานฝีมือประณีตมาก ส่วนในวิหารเขียนเป็น ภาพพระพุทธเจ้าเสด็จโปรดเทพยดาบนสวรรค์และภาพปลงสังขาร ด้านบนฝาผนังเป็นพระสงฆ์สาวก ชุมนุมสลับ กับพัดยศเหมือนจะไหว้พระประธานในวิหาร ฝาผนังด้านนอกหน้าวิหารมีภาพถวายพระเพลิงศพ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและภาพชีวิตชาวบ้านที่เกี่ยวกับพุทธศาสนา เข้าใจว่าเป็นฝีมือชั้นหลัง นอกจากนี้ภายในวัดอุโบสถาราม ยังมีสิ่งของที่น่าชมอีกมาก เช่น เสมาหินสีแดงหน้าโบสถ์ ตู้พระธรรมและ ตู้ใส่ ของเขียนลายกนกเถาลายดอกไม้บาตรฝาประดับมุกที่ได้รับพระราชทานจากรัชกาลที่ 5 เป็นฝีมือช่างสิบหมู่ และหงส์ยอดเสา เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีอาคารสถาปัตยกรรมเก่าแก่ที่น่าชมหลายหลัง ได้แก่ มณฑปแปดเหลี่ยม เป็นอาคารแปดเหลี่ยม สองชั้น มีบันไดวนอยู่ด้านนอกอาคาร ซุ้มหน้าต่างเป็นวงโค้งแบบอาคารในยุคอาณานิคม ที่มีลักษณะผสมแบบตะวันตก มีลายปูนปั้นคล้ายไม้เลื้อยที่กรอบหน้าต่าง และมีพระพุทธรูปปูนสลักนูนสูง อยู่ที่ด้านนอกของอาคาร เจดีย์หกเหลี่ยม ย่อมุมไม้สิบสองทรงรัตนโกสินทร์ หอประชุมอุทัยพุทธสภา ซึ่งเป็น หอสวดมนต์ เป็นศาลาทรงไทย หน้าบันประดับลวดลายปูนปั้น และแพโบสถ์น้ำซึ่งใช้ในการประกอบพิธีทางศาสนา เช่น งานบวช งานศพ เป็นต้น ใกล้กับวัดโบสถ์จะมีสะพานข้ามแม่น้ำสะแกกรังข้ามไปยังฝั่งตรงข้ามถึงตลาดสดเทศบาล และชุมชนของชาว เมืองอุทัยธานี จากชุมชนลุ่มแม่น้ำสะแกกรังเดินทางไปวัดอุโบสถารามหรือวัดโบสถ์ได้โดยใช้ สะพานที่กว้าง ประมาณ เมตรเศษๆ มอเตอร์หรือจักรยานข้ามได้ บนสะพานข้ามแม่น้ำยังเป็นจุดชมวิวชุมชน ลุ่มน้ำสะแกกรัง ซึ่งมีเรือนแพจอดริมน้ำตามชายฝั่งเป็นทิว แถวยาวตลอดจนสุดสายตาและตลาดเทศบาลที่กำลัง มีการก่อสร้าง ปรับปรุง แม้ว่าการก่อสร้างจะยังไม่แล้วเสร็จดีแต่ก็เห็นถึงความสวยงามได้
3 ปี
0
0
วัดภูมิธรรม ตั้งอยู่เลขที่ ๑๗ บ้านภูมิธรรม หมู่ที่ ๓ ตำบลสะแกกรัง อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ ๑๒ ไร่ ๑ งาน ๘๐ ตารางวา น.ส. ๓ เลขที่ ๑๗๔ อาณาเขต ทิศเหนือยาว ๘ เส้น ๖ วา ติดต่อกับที่ดินของนางบุญเชื้อ ทิศใต้ยาว ๘ เส้น ๖ วา ติดต่อกับที่ดินของนายประเทือง ทิศตะวันออกยาว ๑๒ วา ๑ ศอก ติดต่อกับที่ดินของนางบู่ ทิศตะวันตกยาว ๒ เส้น ๘ วา ติดต่อกับคลองสะแกกรัง พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบลุ่มอยู่ริมคลองสะแกกรัง อาคารเสนาสนะต่าง ๆ มี อุโบสถกว้าง ๗ เมตร ยาว ๑๖ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๔๗๙ โครงสร้างก่ออิฐถือปูน ศาลาการเปรียญ
3 ปี
0
0
ประวัติ พระอุโบสถที่ถูกต้นไทรปกคลุม 1 ใน unseen Thailand ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ตามประวัติกล่าวว่าสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นวัดสำคัญวัดหนึ่งทางประวัติศาสตร์ เนื่องจากในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ปีพ.ศ. 2308 กองทัพพม่ายกเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยา สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์จึงมีพระราชดำรัสสั่งให้หัวเมืองปากใต้ยกกองทัพเรือมาตั้งค่ายสร้างกำแพงล้อมวัดบางกุ้งที่ตำบลบางกุ้ง เมืองสมุทรสงคราม เรียกว่า “ค่ายบางกุ้ง” กองทัพพม่าซึ่งยกทัพเข้ามาตามลำน้ำแม่กลองและบุกลงมาจนถึงค่ายบางกุ้ง โดยที่กองทัพของกรุงศรีอยุธยาไม่สามารถต้านทานไว้ได้ค่ายบางกุ้งจึงแตก หลังจากพม่าตีกรุงศรีอยุธยาแตกในปี พ.ศ. 2310 ค่ายบางกุ้งก็ตกอยู่ในสภาพค่ายร้าง เมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชสถาปนากรุงธนบุรีแล้ว โปรดให้ชาวจีนรวบรวมสมัครพรรคพวกมาตั้งเป็นกองทหารรักษาค่ายเก่าที่บางกุ้ง จึงเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า “ค่ายจีนบางกุ้ง” ในปี พ.ศ. 2311 หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาไปประมาณ 8 เดือน กองทัพพม่านำโดยเจ้าเมืองทวายยกทัพบกและทัพเรือลงมาล้อมค่ายจีนบางกุ้งไว้ ทหารจีนที่รักษาค่ายบางกุ้งสู้รบอย่างเต็มที่แต่มีกำลังน้อยกว่าเกือบจะเสียค่ายแก่พม่า กรมการเมืองสมุทรสงครามจึงมีหนังสือกราบทูลไปยังกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงทราบจึงยกกองทัพมาตีทัพพม่าแตกพ่ายไป และต่อมาในปี พ.ศ. 2317 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชยกกองทัพเรือนำทหารไปออกศึกที่บางแก้ว เมืองราชบุรี ในระหว่างการเดินทางได้หยุดกองทัพพักพลเสวยพระกระยาหารที่วัดกลางค่ายบางกุ้ง หลักฐานโบราณสถานที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ พระอุโบสถก่ออิฐถือปูนปัจจุบันถูกต้นไทรขึ้นปกคลุมทั้งหลังหน้าบันของพระอุโบสถ มีปูนปั้นลวดลายพันธุ์พฤกษาประดับด้วยเครื่องถ้วยซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่สมัยอยุธยาตอนปลาย สลักจากหินทรายแดง แสดงปางมารวิชัย ชาวบ้านเรียกว่า “หลวงพ่อโบสถ์น้อย” ที่ฝาผนังของพระอุโบสถมีภาพจิตรกรรมฝาผนังรูปพระอดีตพุทธเจ้า และภาพพุทธประวัติ นอกจากนี้ยังมีสระน้ำโบราณรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดความกว้างประมาณ 5 เมตร ความยาว 7 เมตร ที่ขอบสระมีกำแพงเตี้ยกั้น และกรุด้วยอิฐถือปูนลักษณะสอบลงไป ตั้งอยู่ทางด้านทิศเหนือของพระอุโบสถ กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนวัดบางกุ้งเป็นโบราณสถานของชาติในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 113 ตอนพิเศษ 50 เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2539 ที่วัดบางกุ้งนี้เองมีศาลอยู่ทางด้านหลัง โดยมีชื่อว่า "ศาลนางไม้เจ้าจอม" หรือศาลขององค์หญิงมณฑาทิพย์ (จันทร์เจ้า) ซึ่งมีความศักดิ์สิทธิ์ มีคนให้ความเคารพนับถือกันมาก ศาลนางไม้เจ้าจอม วัดบางกุ้ง "นี่แหละองค์หญิงมณฑาทิพย์ (จันทร์เจ้า) จึงได้ชื่อว่า “เจ้าหญิงผู้หาญกล้า” รักชาติยิ่งชีพ แม้ร่างกายสูญสลายแต่วิญญาณแห่งความรักชาติยังคงอยู่ตราบนิรันดร ควรแก่การสรรเสริญและสักการบูชายิ่งนัก" —ท.เลียงพิบูลย์ เมื่อปี พ.ศ. 2531 บริเวณวัดเป็นป่ารกร้าง พระวินัยธร องอาจอาริโยได้เดินธุดงค์มาที่บริเวณวัดบางกุ้ง ปักกลดปฏิบัติธรรมอยู่ข้างอุโบสถหลวงพ่อนิลมณีหรืออุโบสถปรกโพธิ์ ซึ่งเงียบสงบเหมาะแก่การปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฎฐาน ท่านได้เดินสำรวจบริเวณวัดซึ่งทราบมาบ้างว่าวัดนี้เคยเป็นค่ายทหารจีนบางกุ้งสมัยกรุงธนบุรีเป็นราชธานีมาก่อน ยามดึกขณะเจริญกรรมฐานมักจะเกิดนิมิตเห็นผู้หญิงคนหนึ่งแต่งชุดไทยโบราณมากราบไหว้หลวงพ่อนิลมณีหน้าอุโบสถปรกโพธิ์เป็นประจำ มีลักษณะผอมสูงผมยาวใบหน้างาม แต่ไม่ทราบว่าเป็นใคร ต่อมาไม่นานเสาคานที่หน้าอุโบสถหล่นตกลงมาพิงอยู่ข้างอุโบสถ คืนนั้นเองท่านได้นิมิตเห็นผู้หญิงชุดไทยคนเดิมมาบอกให้นำไม้ท่อนนี้มาไว้ที่หลังอุโบสถแล้วให้สร้างศาลด้วยท่านก็ทำตาม ให้ชาวบ้านช่วยกันนำไม้มาไว้หลังอุโบสถแล้วสร้างศาลให้ตามคำขอร้อง นำไม้ท่อนนั้นแกะสลักเป็นรูปหน้าผู้หญิงไม่มีแขนขาไว้ภายในให้ชื่อว่า “ศาลนางไม้เจ้าจอม” ผู้คนให้ความเคารพนับถือกันมากเพราะมีความศักดิ์สิทธิ์อภินิหารแก่ผู้คนอยู่เสมอ ต่อมาพระวินัยธรฯ ได้ฟื้นฟูวัดบางกุ้งร่วมกับประชาชนจนเป็นวัดที่มีความเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาอีกครั้ง ผู้หญิงแต่งกายชุดไทยโบราณมาปรากฏในนิมิตอีกได้บอกว่าเป็นองค์หญิงพระนามว่า “องค์หญิงมณฑาทิพย์ (จันทร์เจ้า)”ต้องการให้สลักรูปองค์หญิงจากไม้ต้นโพธิ์ซึ่งมีอายุประมาณ 100 ปี โดยขอร้องให้แกะสลักทั้งองค์ หลังจากนั้นท่านได้ปรึกษาหารือญาติโยมหาช่างแกะสลัก โดยนายช่างคิดราคาค่าแรง 80,000 บาท (แปดหมื่นบาทถ้วน) เมื่อตกลงราคากันแล้วพอช่างจะลงมือแกะสลักกลับไม่รู้ว่าจะแกะสลักเป็นรูปองค์แบบใด เพราะไม่เคยเห็นรูปร่างหน้าตาองค์หญิงมณฑาทิพย์มาก่อนทำให้แกะสลักไม่ได้ เมื่อการเป็นดังนี้ท่านเจ้าอาวาสจึงลงมือแกะสลักเองทั้งที่ไม่เคยแกะสลักไม้รูปใดๆ มาก่อนเลย การแกะสลักไม้เป็นรูปคนไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ท่านได้ใช้ความพยายามอย่างสูงแกะสลักแบบที่เห็นองค์หญิงในนิมิตเหมือนมีอำนาจอย่างหนึ่งมาดลบรรดาลให้แกะได้สำเร็จ สลักอักษรไว้ที่ฐานว่า “องค์หญิงมณฑาทิพย์ (จันทร์เจ้า)” ภายหลังพระวินัยธร องอาจอาริโยพบหนังสือ “กฎแห่งกรรม” ของท.เลียงพิบูลย์ เข้าโดยบังเอิญพบเห็นเรื่องราวขององค์หญิงมณฑาทิพย์ (จันทร์เจ้า) ประสูติเมื่อปี พ.ศ. 2291 เช่นเดียวกับที่เคยนิมิตเห็นน่าจะเป็นองค์เดียวกัน มีเนื้อหาดังนี้ “องค์หญิงมณฑาทิพย์ (จันทร์เจ้า) ประสูติเมื่อปลายกรุงศรีอยุธยา พ.ศ. 2291 เป็นช่วงคาบเกี่ยวระหว่างรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร (ขุนหลวงหาวัด) กับสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ องค์หญิงเป็นพระธิดาของกรมหลวงบวรวังในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ บ้านเมืองมีเหตุเดือดร้อนมีการฉ้อราษฎร์บังหลวงผู้ใดประจบสอพลอผู้นั้นจะได้เป็นใหญ่ทั้งที่ไร้ความสามารถ ผู้ครองแผ่นดินได้แต่ลุ่มหลงและเสพสุขในกามา หากใครมีบุตรีต้องนำตัวมาถวายใครขัดขืนจะถูกประหารชีวิต เหลืออยู่ก็แต่กรมหลวงบวรวังในที่ท่านไม่ทรงยอมข้องเกี่ยวกับการเมืองแต่อย่างใด ไม่คบค้าสมาคมกับใคร เมื่อพระธิดาเจริญพระชันษาเป็นสาวให้แต่งองค์เป็นชายพร้อมทั้งข้าทาสบริวารที่เป็นหญิง 300 คน เป็นชายอีก 16 คน จัดให้ฝึกอาวุธเรียนศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวเช่น ฟันดาบ กระบี่กระบอง หมัดมวย ตำราพิชัยสงคราม องค์หญิงทรงเชี่ยวชาญอาวุธตลอดจนเวทมนตร์คาถา ทรงมีความสามารถด้านวิชาอาคมยากที่จะหาผู้ใดเสมอเหมือน เมื่อกรุงศรีอยุธยาถูกข้าศึกพม่ายกกองทัพประชิดเมือง ผู้เป็นพระบิดาทรงสั่งให้บ่าวไพร่ต่อเรือใหญ่ 30 ลำ เรือเร็ว 10 ลำ เรือแจว 20 ลำ พร้อมด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร อุปกรณ์การก่อสร้างอาวุธยุทโธปกรณ์ลงด้วยอาคมพร้อมเรือคุ้มกันองค์หญิง ซึ่งแต่งกายเป็นชายเยี่ยงชายชาวบ้านธรรมดาหลบหนีออกจากกรุงตอนกลางคืน แต่พระบิดามิได้มาด้วย กองเรือได้ล่องน้ำมาเป็นระยะเวลา 3 วัน พบกองเรือพม่าบรรทุกกระสุน ดินดำ จึงสั่งให้พลพรรคเข้าโจมตีตอนเวลาดึก จึงเกิดไฟลุกโชติช่วงฆ่าทหารพม่าซึ่งกำลังหลับเพราะเมามายแทบหมดสิ้น จนรุ่งเช้าพม่าส่งกำลังติดตามองค์หญิงทรงสั่งให้กองกำลังหลบตามป่าชายฝั่งแล้วร่ายเวทมนตร์กำบังพรางตาจนพม่าพ้นไป กองเรือหนีเล็ดรอดไปได้อย่างปลอดภัย แล้วหาทำเลสร้างเมืองเล็ก ๆ อยู่ เมื่อคราวศึกบางกุ้งองค์หญิงได้ทรงคุมกำลังเข้าช่วยรบพม่าเป็นสามารถจนได้รับชัยชนะ เมื่อสิ้นอายุขัยดวงพระวิญญาณยังผูกพันกับวัดบางกุ้งยังคงวนเวียนอยู่ที่ศาลคอยแผ่บารมีให้ความช่วยเหลือผู้ทุกข์ร้อนที่มาขอพึ่งพา
3 ปี
0
3
สถานที่ตั้งวัดเนินตูม เดิมเป็นวัดป่าดงดิบมีสัตว์ป่าและโจรผู้ร้ายชุกชุมมาเป็นที่หยุดทัพเวลายกทัพไปต่างเมืองหรือปราบโจร แม่ทัพนายกองจะสั่งหยุดทัพที่เนินแห่งนี้ เพราะสะดวก ปลอดภัย ต่อมาจึงกลายเป็นที่ร่วมหมอนไม้ซุง ชาวบ้านจึงเริ่มอพยพมาถางป่า อาศัยในขณะนั้น มีบ้านเรือนของชาวบ้าน มาแผ้วถางที่ทำกินเพียงไม่กี่หลงและในบริเวณนั้นเป็นทางสัญจรผ่านด้วยการเดินเท้าเกวียนเพื่อไปต่างหมู่บ้าน หรือต่างอำเภอ เป็นเนินอยู่ติดกับแม่น้ำสะแกกรัง พระธุดงค์จึงแวะปักกรดพักอาศัยอยู่เสมอ ในปี พ.ศ. 2410 ขณะนั้น พระอาจารย์เพ็งได้ธุดงค์ผ่านมาปักกรดอยู่และประกอบกับท่านเป็นพระที่เก่งมีวิชาอาคมเป็นหมอยา สมุนไพรเป็นที่พึ่งของชาวบ้านได้ ชาวบ้านจึงนิมนต์ท่านให้อยู่ฉลองศรัทธาเพราะขณะนั้นเวลาทำบุญหรือประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ต้องเดินทางไปทำที่อื่นซึ่งอยู่ไกลลำบากมาก ท่านจึงรับนิมนต์ ต่อจากนั้นชาวบ้านจึงได้สร้างศาลาทำบุญและกุฎิสงฆ์ให้ท่านอยู่ตามลำดับและเอาสถานที่เป็นเนินป่ามะตูม ซึ่งเป็นพื้นที่สูงในช่วงฤดูฝนน้ำหลาก น้ำจะไม่ท่วมบริเวณนี้ เป็นที่ตั้งวัด และชื่อก็ใช้เป็นชื่อหมู่บ้าน และชื่อวัดต่อมาพระอาจารย์เพ็งท่านอยู่จำพรรษาได้ 2 ปี ก็ได้ย้ายไปอยู่วัดขวิด และท่านอยู่ได้ 2 ปี ก็มรณภาพ หลังจากท่านย้ายไปแล้วชาวบ้านก็ได้ไปนิมนต์พระมาจำพรรษาหลายรูป เช่น 1. พระอาจารย์เชย อยู่ได้ 4 พรรษาก็มรณภาพ 2. พระอาจารย์ไม้ อยู่ได้ 2 ปี ก็ลาสิกขา 3. พระอาจารย์บุตร อยู่ได้ 1 พรรษา ก็มรณภาพ 4. พระอาจารย์เกลี่ย อยู่ได้ 1 พรรษา ก็ย้ายไปอยู่ที่อื่น 5. พระอาจารย์ละม้าย อยู่ได้ 2 พรรษาก็มรณะภาพ 6. พระอาจารย์พยุง อยู่ได้ 2 พรรษา ก็มรณะภาพ 7. พระอาจารย์ชื่น อยู่ได้ 3 พรรษา ก็มรณะภาพลงเป็นหัวหน้าที่พักสงฆ์รูปสุดท้าย (ปี 2426) หลังจากพระอาจารย์ชื่นลาสิกขา แล้วก็ไม่มีพระภิกษุอยู่จำพรรษาอีกเลย จะมีเพียงพระธุดงค์แวะพักชั่วคราวเท่านั้น วัดเนินตูมจึงกลายเป็นวัดร้าง และในเมื่อไม่มีพระมาอยู่ชาวบ้านจึงรื้อศาลาการเปรียญไปไว้ที่วัดโค่ง (ธรรมโสภิต) และกุฎิสงฆ์ 3 หลัง ก็ได้รื้อไปไว้ที่วัดดอนขวาง ต่อมาเมื่อชุมชนมากขึ้นในปี พ.ศ. 2505 ชาวบ้านจึงได้พร้อมใจกันสร้างโรงเรียนชั้นประถมขึ้นมาในบริเวณที่เป็นวัดร้าง เพราะเห็นว่าลูกหลานเดินทางไปโรงเรียนหมู่บ้านอื่นซึ่งห่างไกลและลำบากมาก ประมาณปี พ.ศ. 2510 ชาวบ้านมีความต้องการที่จะมีวัดมีพระสำหรับทำบุญและประกอบพิธีกรรมทางศาสนา จึงได้นิมนต์พระที่แวะเวียนมาพักให้ท่านอยู่ฉลองศรัทธาซึ่งพระภิกษุเหล่านั้นก็ไม่แน่นอนและอยู่ไม่นาน ในปี พ.ศ. 2529 พระอาจารย์สละ ได้อุปสมบทแล้วได้มาอยู่ที่พักสงฆ์บ้านเนินตูม จากนั้นก็ได้ก่อสร้างเสนาสนะตั้งวัดขึ้นมาใหม่ในเนื้อที่ใกล้กับวัดร้างเดิม ซึ่งพระอาจารย์เพ็งได้เคยบอกบุญชาวบ้านซื้อไว้และก็ได้นำชาวบ้านสร้างศาลาไม้มุงสังกะสี 1 หลัง เมรุ 1 หลัง กุฎิ 1 หลัง ปี พ.ศ. 2536 พระอาจารย์สละได้เกิดอาพาธและมรณภาพลง ชาวบ้านจึงได้นิมนต์หลวงพ่อไสว จากวัดไก่ดิ้น อำเภอบ้านไร่ มาเป็นเจ้าอาวาสแทน และในปี พ.ศ. 2539 กรมศาสนาประกาศยกวัดเนินตูมเป็นวัดร้าง ให้เป็นวัดที่มีพระภิกษุอยู่จำพรรษาอย่างถูกต้องต่อมาด้วยหลวงพ่อไสวมีโรคประจำตัวท่านจึงมรณภาพลงในปี พ.ศ. 2546 ในขณะนั้นวัดเนินตูมมีพระสงฆ์มาอยู่ไม่เป็นหลักแน่นอน พระครูอุเทศธรรมโฆษิต เจ้าคณะปกครองตำบลสะแกกรัง วัดอุโปสถาราม จึงได้มอบให้พระอธิการไสว ผลญาโณ มาเป็นเจ้าอาวาสแทน ซึ่งนับจากเริ่มก่อสร้างวัดขึ้นมาใหม่มีเจ้าอาวาสอย่างถูกต้องคือ 1.พระอธิการไสว เขมทสโส อยู่ได้ 10 พรรษา มรณะภาพ 2.พระอธิการไสว ผลญาโณ รูปปัจจุบัน ปัจจุบันวัดเนินตูม ได้กำลังก่อสร้างโบสถ์
3 ปี
0
0
“วัดสังกัสรัตนคีรี” สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2443 ตั้งอยู่บนยอดเขาสะแกกรัง ที่ชาวอุทัยฯ ให้ความเคารพและศรัทธาเป็นอย่างมาก พื้นที่วัดมีทั้งส่วนที่ตั้งอยู่บริเวณพื้นราบและส่วนที่อยู่บนยอดเขาสะแกกรัง ซึ่งเราสามารถเลือกเดินพิสูจน์แรงศรัทธาผ่านบันได 449 ขั้นขึ้นไปสู่ยอดเขา หรือจะเลือกพึ่งพายานพาหนะแทนสองเท้าคู่ใจก็ได้ เช้านี้เราเลือกที่จะขึ้นไปชมวิวเมืองอุทัยฯ จากบนยอดเขาสะแกกรังกันซะก่อน ซึ่งยอดเขาแห่งนี้นับเป็นจุดที่สูงที่สุดของตัวเมืองอุทัยธานี ทำให้เราสามารถเห็นทิวทัศน์บ้านเรือนด้านล่างไปไกลจนสุดสายตา แถมบริเวณนี้เรายังสามารถมานั่งชมพระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้าและรอดูพระอาทิตย์ตกในยามเย็นได้ด้วยเช่นกัน ยิ่งในช่วงค่ำคืนภาพบ้านเรือนด้านล่างก็จะเต็มไปด้วยแสงไฟระยิบระยับอย่างกับมีดาวบนพื้นดินเลยทีเดียว นอกจากการขึ้นมาชื่นชมทัศนียภาพสวยๆ และรับลมเย็นๆ ยามเช้าแล้ว สิ่งแรกที่ไม่ควรพลาดเลยก็คือ การไปสักการะ“พระบรมรูปสมเด็จพระปฐมบรมมหาชนกนาถ” พระชนกในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ซึ่งเป็นรูปหล่อขนาดสองเท่าขององค์จริง จากนั้นก็ได้เวลาเดินสำรวจรอบๆ วัดสังกัสรัตนคีรีบนยอดเขาสะแกกรังกันแล้ว พื้นที่บริเวณบนยอดเขาสะแกกรังนี้ ชาวอุทัยถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ มีศาสนสถานสำคัญอยู่หลายอย่าง เมื่อมาถึงบนยอดเขาแล้วเราก็ต้องไปสักการะรอยพระพุทธบาทจำลอง ซึ่งประดิษฐานอยู่ภายใน “สิริมหามายากุฏาคาร” มณฑปทรงไทยสวยงามที่ตั้งอยู่ตรงสุดปลายบันไดบนยอดเขา รอบรอยพระพุทธบาทจำลองมีพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ทั้งสี่ทิศ โดยรอยพระพุทธบาทจำลองนี้ได้ถูกย้ายมาจากวัดจันทาราม เมื่อเยี่ยมชมภายในมณฑปแล้ว อย่าลืมไปตี “ระฆัง 100 ปี” ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่สมัญรัชกาลที่ 5 ในปี พ.ศ. 2443 ที่บริเวณด้านหน้ามณฑปด้วย อุตส่าห์ได้ขึ้นมาถึงยอดเขาสะแกกรังแล้วทั้งที ถ้าใครพลาดโอกาสตีระฆังไปก็คงเหมือนกับมาไม่ถึงเมืองอุทัยอย่างไรอย่างนั้นเลยทีเดียว นอกจากนี้ภายในบริเวณบนยอดเขาของวัดสังกัสรัตนคีรียังมี“วิหารพระโพธิสัตว์กวนอิม” วิหารทรงจีนที่ภายในประดิษฐานเทพเจ้าจีนไว้หลายองค์ และ “ศาลารัชมังคลาภิเษก” ที่ซึ่งรวบรวมพระพุทธรูปในยุคต่างๆ ไว้ให้เราได้สักการะในคราเดียว รวมถึงพระพุทธรูปปางประทานพร และพระสังกัจจยนะที่ประดิษฐานอยู่บริเวณลานกลางแจ้งด้วย
3 ปี
0
0
วัดท่าซุง วัดที่มีชื่อเสียงและงดงามของเมืองอุทัยธานี วัดท่าซุง จริงแล้วเป็นวัดเก่าแก่ ที่สร้างตั้งแต่สมัยโดย หลวงพ่อใหญ่องค์แรก เป็นผู้สร้างวัด แต่วัดเริ่มพัฒนาและเป็นที่รู้จักเมื่อพระราชมหาวีระ ถาวาโร (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) พระเถระที่มีชื่อเสียง ได้สร้างอาคาร ต่าง ๆ มากมาย เช่น พระอุโบสถใหม่ ภายในประดับและ ตกแต่งอย่างวิจิตร บานหน้าต่างและประตูด้านในเขียนภาพเทวดา โดยจิตรกรฝีมือดี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินมาตัดลูกนิมิตพระอุโบสถแห่งนี้ บริเวณโดยรอบสร้างกำแพงแก้ว และมีรูปหล่อหลวงพ่อปาน และหลวงพ่อใหญ่ขนาด 3 เท่า อยู่มุมกำแพงด้านหน้า มณฑป และ พระวิหารแก้ว ที่ประดิษฐาน พระพุทธชินราช จำลอง และศพของ หลวงพ่อฤาษีลิงดำที่ไม่เน่าเปื่อย ก่อนถึงประตูเข้าวิหาร 100 เมตร จะมีพระบรมรูปรัชกาลที่ 1 รัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 6 และ รัชกาลที่ 7 ปั้นด้วยปูน ปิดทองคำเปลว ทั้งองค์และยังมีป้ายและพระบรมฉายาลักษณ์จารึกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ประวัติวัดท่าซุง วัดท่าซุง หรือ วัดจันทาราม ตั้งชื่อตามอดีตเจ้าอาวาสชื่อจันท์ (ในสมัยพระนารายณ์มหาราช นายทหารชื่อจันท์ กลับจากศึก เชียงใหม่ มาตาม หาภรรยาไม่พบเลยมาบวชที่วัด ต่อมาเป็นสมภาร เปลี่ยนชื่อวัดมาเป็น วันจันทาราม ตามชื่อท่านสมภาร) หรืออีก ชื่อหนึ่งที่ บุคคลทั่วไปนิยม เรียกว่าวัดท่าซุง เพราะในอดีตจังหวัดอุทัยธานี มีป่าไม้มาก จึงมีการขนส่งท่อนซุง มาลงท่าน้ำซึ่งมี แม่น้ำสะแกกรังไหลผ่านบริเวณวัดท่าซุง เพื่อผูกเป็นแพล่องไปตาม แม่น้ำ ในปี พ.ศ. 2332 หลวงพ่อใหญ่ (องค์ที่สอง) ท่านได้ธุดงค์มา ปักกลดชาวบ้าน ท่าซุงมีความเลื่อมใสศรัทธา มาก ได้นิมนต์ท่านอยู่ประจำที่วัดท่าซุงนี้ ท่านก็รับนิมนต์เป็นเจ้าอาวาส ที่วัดนี้มีท่าน เพียงองค์เดียว ในตอนแรกสร้างเสนนาสนะเจริญรุ่งเรือง ในสมัยของท่าน และหลวงพ่อท่านเจ้าคุณพระราชพรหมยาน ท่านได้ บอกอีกว่า หลวงพ่อใหญ่ท่านบรรลุพระอรหันต์ที่วัดนี้อีกด้วย กล่าวคือ เมื่อมีชีวิตอยู่ท่านเป็นอนาคามี ก่อนจะมรณภาพท่าน ก็เป็นพระอรหันต์ หลวงพ่อเส็ง (หลวงพ่อขนมจีน) ท่านเป็นผู้ช่วยหลวงพ่อใหญ่บูรณะวัดในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์และเป็นเจ้าอาวาสต่อจาก หลวงพ่อใหญ่ ท่านเป็นพระอรหันต์รูปที่ 2 ต่อจากหลวงพ่อใหญ่ วัดเจริญต่อมาจนถึงสมัยของหลวงพ่อเล่งและหลวงพ่อไล้ ท่านเป็น พี่น้องกัน ท่านเป็นพระทรงฌานทั้งสองรูป เมื่อจะมรณภาพทุกขเวทนา มาก ท่านก็เห็นทุกข์ของการเกิด เป็นทุกข์เพราะร่างกาย เห็นคุณของคำสอนของ สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านก็เป็นพระอรหันต์ก่อนมรณภาพทั้งสองรูป ต่อจากนั้นก็ถึงยุคภิกขุพานิช วัดไม่ได้บูรณะมา 47 ปี จนกระทั่ง ถึงปี พ.ศ. 2511 หลวงพ่อพระราชพรหมยาน (พระมหาวีระ ถาวโร) ได้มาริเริ่มบูรณะวัดอีกครั้ง สิ่งที่น่าสนใจในวัดท่าซุง วิหารแก้ว 100 เมตร เป็นวิหารสำคัญที่หลวงพ่อฤๅษีลิงดำสร้างไว้ก่อนมรณะภาพรวมทั้งยังเป็นที่รักษาสังขารร่างของหลวงพ่อที่ไม่เน่าเปื่อยในโลงแก้ว ภายในสร้างด้วยโมเสกสีขาวใสดูเหมือนแก้ววาววับ นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปจำลองพระพุทธชินราชซึ่งเป็นพระประทานในวิหาร อีกด้วย วิหารแก้วจะเปิดให้ชมตั้งแต่เวลา 9.00-11.45 น .และ 14.00-16.00 น. ปราสาททองคำ ตกแต่งด้วยทองคำตระกาลตา สร้างด้วยฝีมือที่ประณีตงดงาม ปราสาททองคำ (กาญจนาภิเษก)ที่มาของคำว่า ปราสาททองคำ (กาญจนาภิเษก) สร้างเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวาระที่ ทรงเสวยราชย์เป็นปีที่ 50 และทาง สำนักพระราชวังได้ให้ชื่อปราสาททองคำใหม่ว่า "ปราสาททองกาญจนาภิเษก" ปราสาททองคำ ก่อสร้างด้วยการก่ออิฐฉาบปูน ประดับลวดลายไทยปิดทองคำเปลวติดกระจก ใช้เป็นสถานที่ ประดิษฐานพระพุทธรูปที่ญาติโยมถวายรอบนอกปราสาท ใช้ทองคำเปลวปิดรอบปราสาทภายในปราสาทเป็นที่ประดิษฐานสิ่งของสำคัญต่างๆ นอกจากนี้ภายในวัดท่าซุงยังมีจุดแวะชมที่น่าสนใจหลายแห่ง เช่น มณฑปพระปัจเจกพระพุทธเจ้า พระศรีอาริเมตตรัย วิหารสมเด็จองค์ปฐม หอพระไตรปิฏก - หลวงพ่อเงินไหลมาเทมาเจดีย์พุดตาน มณฑปและวิหารอยู่ หลายแห่งแต่ละแห่งมักจะ ติดวัสดุกระจกและล้อมรอบด้วยแก้วใส ส่วนยอดจะสร้างในลักษณะเดียวกัน
3 ปี
2
4
วัดอมฤตวารี ตั้งอยู่ที่บ้านหนองน้ำคัน หมู่ที่ 8 ตำบลอุทัยใหม่ อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานีสร้างขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2325 เดิมชื่อว่า วัดหนองน้ำคัน เพราะตั้งอยู่ใกล้หนองน้ำใหญ่ซึ่งมีอาถรรพถ์ คือใครลงไปอาบน้ำแล้วจะรู้สึกคันตัวจนกว่าน้ำที่เปียกตัวจะแห้ง จึงหายคันแม้กระทั่งใคร ที่ได้นำเอาปลา กุ้ง หอย ที่อาศัยอยู่ในหนองน้ำแห่งนี้ไปทำอาหารกินก็จะเกิดโรคผิวหนัง ต่อมาปี พ.ศ. 2482 พระสุนทรมุนี (พุฒ สุทัตตเถระ) เจ้าคณะจังหวัดอุทัยธานีและสมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) เจ้าคณะมณฑลนครสวรรค์สมัยนั้นเห็นว่า ชื่อวัดหนองน้ำคันไม่เป็นมงคลนาม จึงเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "วัดอมฤตวารี" แปลว่า "วัดที่มีน้ำดื่มกินได้ชุ่มชื้นดุจน้ำอมฤต" ๑. พระอุโบสถหลังเก่า (บูรณะใหม่) สร้างขึ้นสมัยอยุธยาตอนปลาย ลักษณะของพระอุโบสถเป็นอาคารก่ออิฐถือปูนมีขนาดไม่ใหญ่นักมีประตูทางเข้าทางเดียว ผนังด้านข้างมีหน้าต่างข้างละ 3 บาน ประตูหน้าต่างเป็นช่องสี่เหลี่ยม ไม่มีซุ้ม ภายในพระอุโบสถมีภาพจิตกรรมฝาผนังเรื่องพระพุทธประวัติตอน "พระเวสสันดรชาดก" เหนือระดับหน้าต่างมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่เขียนเป็นภาพเทพชุมนุมสดับพัดยศ ด้านหลัง พระประธานเขียนภาพพุทธประวัติตอนพิชิตมารและเรื่องพระยาฉัททันต์สันนิษฐานว่า พระอุโบสถเคยซ่อมมาแล้วในราวสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นเพราะภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ปรากฏเป็นลักษณะและฝีมือช่างประมาณสมัยรัชกาลที่ 4 ปัจจุบันพระอุโบสถหลังนี้ใช้เป็นกุฏิพระสงฆ์ทำให้ภาพจิตรกรมฝาผนังลบเลือนลงไปเป็นบางส่วน ๒. เจดีย์ 5 องค์ เจดีย์ 5 องค์ ไม่มีหลักฐานปรากฏแน่ชัดว่าสร้างเมื่อใดแต่ฝีมือจัดว่าอยู่ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายโดยชาวมอญ ได้รับ การซ่อมแซมเมื่อพ.ศ. 2431 - 2442 เป็นเจดีย์แบบทรงมอญ มี 5 องค์ องค์กลางใหญ่ เจาะซุ้มพระไว้ทั้ง 4 ทิศ องค์เจดีย์ชั้นแรกทำคล้ายลอมฟาง แล้วสร้างส่วนยอดเป็นเจดีย์ซ้อนขึ้นไป มีเจดีย์รายองค์เล็กล้อมเจดีย์ใหญ่ทั้ง 4 มุม รวมเป็น 5 องค์ เจดีย์ทั้ง 5 มีปูนปั้นเป็นลวดลายประดับ ที่คอระฆังทำเป็นบัวแก้ว ปัจจุบันที่เจดีย์องค์ใหญ่ได้สร้างซุ้มประดิษฐานรูปปั้นหลวงพ่อจ้อย (อดีตเจ้าอาวาส) เพิ่มขึ้นภายหลัง เจดีย์แบบลอมฟางศิลปะมอญแบบนี้ยังมีที่วัดใหญ่ ตำบลอุทัยเก่า อำเภอหนองฉาง อีกแห่งหนึ่ง ฝีมือการสร้างสวยงามมากนับว่าเป็นโบราณสถานที่ทรงคุณค่ายิ่ง
3 ปี
0
0
ตั้งอยู่ เทศบาลเมืองอุทัยฯ ถ.ณรงค์วิถี ต.อุทัยใหม่ เดิมชื่อวัดพะเนียด เป็นวัดร้าง ต่อมาในปี พ.ศ. 2454 ต้นรัชกาลที่ 6 มีการบูรณปฏิสังขรณ์วัดและเปลี่ยนชื่อวัดใหม่จันทราราม แต่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า "วัดใหม่" ภายในโบสถ์มีจิตรกรรมฝาผนัง รูปดอกมณฑารพ (ดอกไม้แห่งเมืองสวรรค์) ตัวโบสถ์มีลักษณะคล้ายเรือ ส่วนหน้าเชิดขึ้น หน้าบันโบสถ์เป็นศิลปะจีนผสม ตกแต่งด้วยกระเบื้องเคลือบเป็นลายเครือเถา
3 ปี
0
0
วัดมณีสถิตกปิฎฐาราม เดิมชื่อ วัดมณีธุดงค์สงฆ์มูลิกาวาส เริ่มก่อสร้างราวพุทธศักราช ๒๔๓๑ตั้งอยู่ถนนมณีสถิตย์ ตำบลอุทัยใหม่ อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี ที่ดินโฉนดเลขที่ ๔๑๐๒ และ ๔๓๔๔ มีเนื้อที่รวม ๕๐ ไร่ ๑ งาน ๔๒.๒ ตารางวา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้พระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อพุทธศักราช ๒๔๓๔ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสสกลมหาสังฆปรินายกสมเด็จพระสังฆราช เสด็จตรวจการณ์คณะสงฆ์ในมณฑล ฝ่ายเหนือ ได้เสด็จมาที่เมืองอุทัยธานี เมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๕๖ เสด็จมาทอดพระเนตรวัดมณีธุดงค์สงฆ์มูลิกาวาสทรงเปลี่ยนชื่อเป็น “ วัดทุ่งแก้ว ” ตามที่ประชาชนนิยมเรียกกัน (ที่ตั้งวัดเป็นป่าไผ่ ด้านตะวันออกของป่าไผ่มีทุ่งใหญ่ ประชาชนเรียกบริเวณนี้ว่า “ทุ่งแก้ว” ชื่อนี้จึงติดปากนำไปเรียกชื่อวัดด้วย) วันที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ.๒๔๗๘ เกิดเพลิงไหม้ตลาดสะแกกรังครั้งใหญ่ เพลิงไหม้ตลาด บ้านเรือน บริเวณทิศใต้และทิศตะวันตกของวัดขวิด ส่วนสิ่งก่อสร้างของวัดขวิดไม่ได้รับความเสียหายจากเพลิงไหม้ในครั้งนี้ แต่ทางราชการมีความจำเป็นต้องจัดผังเมืองใหม่เพื่อสร้างตลาดและบ้านเรือนที่อยู่อาศัย มีการตัดถนนผ่านที่ดินของวัดขวิดถึง ๓ ด้าน คือถนนศรีอุทัย ถนนมหาราช และถนนสะแกกรัง จึงให้รวมวัดขวิดเข้ากับวัดทุ่งแก้ว และสมเด็จพระวันรัต(เฮง เขมจารี) เจ้าคณะมณฑลนครสวรรค์ ได้เปลี่ยนนามวัดทุ่งแก้วเป็น “ วัดมณีสถิตกปิฎฐาราม ” เมื่อ พ.ศ.๒๔๘๑ (มณี แปลว่า แก้ว หมายถึงทุ่งแก้ว กปิฎ แปลว่า มะขวิดหมายถึงวัดขวิด) สมเด็จพระวันรัต(เฮง เขมจารี) ได้เล่าไว้ในหนังสือประวัติของท่านว่า “ วัดนี้เดิมชื่อวัดทุ่งแก้ว เป็นวัดสร้างใหม่ ในระหว่างป่ากับบ้านนี้ มีทุ่งใหญ่เขาเรียกว่าทุ่งแก้ว พระธุดงค์มักมาพักในป่านี้มีพระธุดงค์รูปหนึ่งชื่อ พระอาจารย์แย้มอยู่วัดโมลีโลก(วัดท้ายตลาด) กรุงเทพฯ เป็นผู้มั่นคงในทางภาวนา พอใจในการธุดงค์จำเพาะองค์เดียว บางครั้งมีคนแก่เป็นศิษย์ไปด้วยคนหนึ่ง ท่านจาริกมาพักในป่านี้ชาวสะแกกรังนิยมนับถือ เรียนภาวนาต่อท่านเป็นอันมาก นายพุ่ม นางพิณ พงษ์นุ่มกุล ได้สร้างศาลาขนาดเล็ก พื้นไม้กระดาน หลังคามุงกระเบื้องหลังหนึ่ง สำหรับเป็นที่พักผ่อนแห่งท่านจากนั้นท่านจาริกมาพักที่ศาลานี้เสมอ (สมเด็จพระวันรัต เขมจารี) เคยไปหาท่านที่นั้นยังจำได้ และเห็นว่าที่ตรงนี้เป็นที่รมณีสถาน จึงดำริจะสร้างวัด เริ่มแนะนำให้ขุดสระ ที่เรียกว่า สระน้ำมนต์พระอาจารย์แย้ม ได้ชักชวนชาวบ้านสะแกกรังมาช่วยกันขุด มีขนาดกว้าง ๑๔.๖๐ เมตร ยาว ๑๗.๔๐ เมตร ลึก ๗.๑๙ เมตร พร้อมกับก่อขอบสระ เป็นอิฐถือปูนประมาณ ๒๕ นิ้ว กว้าง ๑๒ นิ้ว เพื่อกรุอิฐเป็นสระน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ จึงทำศิลาลงยันต์ คาถาอักษรขอม ปลุกเสกอาคม บรรจุไว้ตรงกลางสระ เพื่อให้น้ำทั้งสระเป็นน้ำมนต์ มุมสระสร้างศาลาเล็ก ๆ มุมละ ๑ หลัง ศาลากำหนดว่าสองเสา แต่มีสี่เสาอยู่หลังหนึ่ง แต่นั้นมาก็จัดสร้างวัดเป็นลำดับมา ป้าเกษร์ (โยมป้าของสมเด็จพระวันรัต) เป็นผู้จัดการ ในขณะที่เริ่มสร้างวัดนี้ พระอาจารย์ทอง มาเป็นเจ้าอาวาสช่วยเหลือในการก่อสร้างพระอาจารย์ทองมาพักอยู่ที่ศาลาพระอาจารย์แย้ม พระอนุจรอยู่ที่ศาลาขอบสระบ้าง ที่โรงยาวทำด้วยไม้ไผ่มุงแฝกบ้าง ประชุมฉันที่โรงฉันซึ่งทำขึ้นอาศัยเป็นชั่วคราว มีชาวบ้านทำอาหารคาวหวานไปเลี้ยง ผลัดเปลี่ยนกันเป็นเวร เรียกว่าแกงเวร นายพุ่ม นางพิณ พงษ์นุ่มกุล ได้ถวายแพไปปลูกกุฏิ ด้านเหนือของวัด พระอาจารย์ทองย้ายมาอยู่ที่กุฏินี้ต่อมากุฏินี้ ทรุดโทรมและได้รื้อเสียแล้ว ครั้นต่อมาได้สร้างกุฏิเป็นหมู่คณะ กุฏิใหญ่อยู่กลางหลังหนึ่ง ภายหลังเขาถวายเรือนแพมาปลูกกุฏิแฝด มีกุฏิเล็กอยู่สองข้าง หอสวดมนต์อยู่กลางหน้ากุฏิใหญ่ บัดนี้รื้อไปปลูกไว้เหนือกุฏิตึก ต่อหอสวดมนต์มีหอฉัน แต่เล็กไม่พอพระ จึงใส่ฝาเป็นกุฏิพระและได้สร้างกุฏิ โบสถ์ การเปรียญ วิหาร เป็นลำดับมา สำหรับน้ำในสระน้ำมนต์ของวัด นอกจากจะใช้เป็นน้ำมนต์ในงานพิธีมงคลของชาวบ้านสะแกกรังแล้ว ยังใช้รักษาโรคภัยไข้เจ็บ เช่น คราวเกิดไข้ทรพิษ ไข้วัณโรค อหิวาตกโรคระบาด เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ.๒๔๓๓ ถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๔๓๔ ที่สำคัญคือได้นำน้ำจากสระน้ำมนต์ไปประกอบพิธีมุรธาภิเษก ในพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษก รัชกาลที่ ๖ เมื่อ พ.ศ.๒๔๕๖ และรัชกาลที่ ๗ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๘ โดยนำไปรวมกับน้ำจากแหล่งอื่นของมณฑลนครสวรรค์ ซึ่งทำพิธีปลุกเสกน้ำ ณ วัดพระมหาธาตุ เมืองชัยนาท พ.ศ.๒๔๕๒ ป้าเกษร์ (โยมป้าของสมเด็จพระวันรัต เขมจารี) ได้จัดสร้างพระปรางค์ห้ายอด ขนาดฐานกว้าง ๘ เมตร สูงถึงยอด ๑๖ เมตร มีซุ้ม ๔ ซุ้ม มีรูปปั้นพระอิศวรทรงช้างเอราวัณ ๓ เศียรอยู่ในซุ้ม ฐานลดหลั่นเป็น ๕ ชั้น ปั้นรูปยักษ์ ลิง กินนร เรียงรายรอบพระปรางค์ สมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ภายในพระปรางค์ สมเด็จพระวันรัต(เฮง เขมจารี) ได้จัดสร้างหอพระไตรปิฎก เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ๒ ชั้นมีมุขยื่นกลางแบบอาคารสมัยรัชกาลที่ ๖ บานประตูแกะสลักลวดลาย เรียกว่าหอไตรและได้ประดิษฐานพระไตรปิฎกลาน ที่จารึกลงรักปิดทองล่องชาดไว้ พ.ศ. ๒๔๖๙ สมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) ได้จัดสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม “ อุทัยธรรมสภา ” เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ๒ ชั้น มีมุขกลาง หลังคามุงกระเบื้องปูนซีเมนต์ ฝาผนังฉาบปูน และส่วนที่ติดกับขอบวงกบ ประตู หน้าต่างมีลวดลายงดงามค่าก่อสร้าง ๒๗,๐๖๒.๘๐ บาท พ.ศ ๒๕๑๗ โรงเรียนพระปริยัติธรรม “ อุทัยธรรมสภา ” มีสภาพชำรุด หลังคารั่วมาก พระราชอุทัยกวี (พุฒ สุทตฺโต) เจ้าอาวาสจึงได้ทำการซ่อมแซมหลังคา โดยเปลี่ยนจากกระเบื้องปูนซีเมนต์เป็นกระเบื้องลูกฟูกและซ่อมแซมรั้วโดยรอบด้านสิ้นเงิน ๒๖๘๕๐๓.๕๐ บาท และอาคารหลัง ดังกล่าวปัจจุบันเป็นที่ตั้งของ“ สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดอุทัยธานี ” พ.ศ. ๒๔๙๕ ได้มีการรื้อศาลาการเปรียญ ที่อยู่หน้าวัดด้านเหนือ เพื่อใช้สถานที่บริเวณนี้ประมาณ ๑๐ ไร่ สร้างโรงเรียนวัดมณีสถิตกปิฏาราม สังกัดกรมสามัญศึกษาภายหลังโอนไปสังกัดเทศบาลเมืองอุทัยธานี และเปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนชุมชน เทศบาลวัดมณีสถิตกปิฎฐาราม วัดมณีสถิตยกปิฎฐาราม (วัดทุ่งแก้ว) อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี ได้ก่อสร้างถาวรวัตถุ เช่น ศาลา กุฏิ และปรับปรุงเสนาสนะต่าง ๆ เรื่อยมาเพื่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย จนกระทั่งเมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกวัดมณีสถิตกปิฎฐาราม เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ ปัจจุบันพระราชอุทัยกวี (ประชุม มาเรโย) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดมณีสถิตกปิฏฐาราม และเจ้าคณะจังหวัดอุทัยธานี
3 ปี
0
0
วัดพิชัยปุรณาราม ตั้งอยู่เลขที่ ๑๙๙ ถนนศรีอุทัย ตำบลอุทัยใหม่ อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ ๗ ไร่ ๓ งาน ๑๒ ตารางวา โฉนดเลขที่ ๔๔๗๐ อาณาเขต ทิศเหนือติดต่อกับที่ดินเลขที่ ๑๘ แม่น้ำสะแกกรัง ทิศใต้ติดต่อกับแม่น้ำสะแกกรังและทางสาธารณะ ทิศตะวันออกติดต่อกับที่ดินเลขที่ ๑๘ ถนนหลวงทิศตะวันตกติดต่อกับถนนหลวง มีที่ธรณีสงฆ์ จำนวน ๔ แปลง เนื้อที่ ๒๓ ไร่ ๓ งาน ๖๑ ตารางวา โฉนดเลขที่ ๔๔๗๑, ๔๗๐๑, ๔๔๖๙, ๔๖๕๔ อยู่ที่ตำบลอุทัยใหม่ ๒ แปลง ตำบลน้ำซึม ๑ แปลง ตำบลสะแกกรัง ๑ แปลง พื้นที่ตั้งวัดเป็นที่ราบลุ่มอยู่ริมแม่น้ำสะแกกรัง มีถนนเทศบาลผ่านกลางวัด มีหมู่บ้านเรือนประชาชนโดยรอบ ภายในบริเวณวัดได้ทำถนนคอนกรีตเชื่อมโยงเสนาสนะต่าง ๆ สะดวกสบายและมีกำแพงวัดโดยรอบอีกด้วย อาคารเสนาสนะต่าง ๆ มี อุโบสถกว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๑๘.๒๐ เมตร โครงสร้างก่ออิฐถือปูน มีภาพจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับพุทธประวัติ ศาลาการเปรียญกว้าง ๒๐ เมตร ยาว ๔๐ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๔๘๐ เป็นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้ ๒ ชั้น หอสวดมนต์กว้าง ๑๔.๙๐ เมตร ยาว ๑๖.๓๐ เมตร สร้าง พ.ศ. ๒๔๙๔ เป็นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้ ๒ ชั้น กุฎีสงฆ์ จำนวน ๖ หลัง เป็นอาคารครึ่งตึกครึ่งไม้ ๒ ชั้น นอกจากนี้มีวิหารที่เก่าแก่ ๑ หลัง สำหรับปูชนียวัตถุมี พระประธานในอุโบสถ พระประธานในวิหาร ที่ด้านหน้าและหลังวิหารมีเจดีย์คู่วิหาร ภายในมีพระพุทธรูปจำนวนมาก วัดพิชัยปุรณาราม เดิมมีนามว่า “วัดกร่าง” สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่สมัยอยุธยาประมาณ พ.ศ. ๒๓๐๑ ทางราชการได้จัดทำพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาที่วัดนี้เป็นประจำ ในสมัยที่พระยาพิชัยสุนทรได้มาเป็นเจ้าเมืองอุทัยธานี ได้ทำการบูรณะพัฒนาวัดให้เจริญรุ่งเรืองขึ้นแล้ว จึงได้เปลี่ยนนามวัดเสียใหม่เป็น “วัดพิชัยปุรณาราม” แต่ชาวบ้านมักจะเรียกสั้น ๆ ว่า “วัดพิชัย” นับเป็นวัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาแล้ว ตั้งแต่ประมาณ พ.ศ.๒๔๑๘ เขตวิสุงคามสีมากว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๑๘.๒๐ เมตร ทางการศึกษาได้เปิดสอนพระปริยัติธรรมทั้งแผนกธรรมและบาลี ตั้งแต่สมัยของพระสุนทรมุนี เป็นเจ้าอาวาส ในราว พ.ศ. ๒๔๗๑ เป็นต้นมา และจัดให้มีห้องสมุดเปิดสอนวิชาพุทธศาสนาวันอาทิตย์ จัดตั้งมูลนิธิ “อุทิตธรรมสาร” เพื่อการศึกษาที่วัดนี้ด้วย พระภิกษุอยู่จำพรรษาที่วัดนี้ ๓๙ รูป สามเณร ๑๙ รูป เจ้าอาวาสมี ๔ รูป คือ รูปที่ ๑ พระสุนทรมุนี (ฮวด) พ.ศ. ๒๔๖๐-๒๔๗๗ รูปที่ ๒ พระปลัดโชติ โชติธมฺโม พ.ศ. ๒๔๗๗-๒๔๗๙ รูปที่ ๓ พระครูอุทัยธรรมวินิต (พระมหาสำราญ จุนฺโท ป.ธ. ๖) พ.ศ. ๒๔๗๙-๒๔๘๘ รูปที่ ๔ พระครูอุทิตธรรมสาร (วงษ์ ปญฺญาวฑฺฒโน) ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘๘ เป็นต้นมา
3 ปี
0
0
วัดธรรมโศภิต ตั้งอยู่เลขที่ ๗๗๔ ถนนศรีอุทัย ตำบลอุทัยใหม่ อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ ๑๔ ไร่ ๓ งาน ๘๕ ตารางวา อาณาเขต ทิศเหนือยาว ๕๐๐ เมตร มีกำแพงเป็นขอบเขต ทิศใต้ยาว ๕๐๐ เมตร ติดต่อกับแม่น้ำสะแกกรัง ทิศตะวันออกยาว ๓๕๐ เมตร ติดต่อกับลำคลอง ทิศตะวันตกยาว ๓๕๐ เมตร ติดต่อกับถนนศรีอุทัย วัดธรรมโศภิต เดิมเรียก “วัดโค่ง” สร้างขึ้นเป็นวัดนับตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. ๒๓๙๐ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาในราว พ.ศ. ๒๔๓๐ เขตวิสุงคามสีมากว้าง ๖ เมตร ยาว ๒๐ เมตร ได้เปลี่ยนนามจาก “วัดโค่ง” เป็น “วัดธรรมโศภิต” ในปี พ.ศ. ๒๔๘๒ เจ้าอาวาสมีนามว่า พระมหานิพนธ์ สุภธมฺโม
3 ปี
0
0