ประกาศประเภท ชุมชน/ตลาด

ตลาดนัดตอนเย็นสำหรับชุมชนวัดทองเพลง
2 ปี
0
5
ร้านบะหมี่ดั้งเดิมเปิดมากกว่า 60 ปี ของคุณจิ๊ว
2 ปี
0
6
ศูนย์ประสานงานและรวบรวมอาสาสมัครที่ทำงานพัฒนาสังคม
2 ปี
0
9
ลานวัฒนธรรมชาติพันธุ์ ถนนคนเดินขายของกิน ของใช้ โอท๊อป อาหารพื้นบ้าน ติดกับแหล่งท่องเที่ยว เลคเฮฟเว่นรีสอร์ท มัลดีฟเมืองไทย เขื่อนศรีนครินทร์
2 ปี
0
6
ชุมชนวัดเทพธิดาราม เมื่อปี พ.ศ. 2554 ที่ผ่านมา มีเรื่องที่ทำให้ชาวชุมชนวัดเทพธิดารามภาคภูมิใจในชุมชนของตนคือ “หอไตรวัดเทพธิดาราม” ที่ตั้งอยู่ในชุมชน ได้รับรางวัลเพื่อการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก จากยูเนสโก ซึ่งเป็นวัดที่ได้รับอิทธิพลการตกแต่งจากจีน ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ซึ่งสร้างขึ้นเพื่อเก็บพระคัมภีร์ใบลาน คงเอกลักษณ์ศิลปวัฒธรรมไทยจีนไว้อย่างสวยงามและควรค่าแก่การอนุรักษ์เป็นอย่างยิ่ง และผู้คนที่ผ่านไปย่านชุมชนนั้นต้องไม่พลาดแวะไปชม นอกจากนี้ ภายในวัดยังมี “กุฏิสุนทรภู่” ซึ่งเป็นที่สุนทรภู่เคยจำพรรษาขณะที่บวชเป็นพระ และต่อมาได้ค้นพบวรรณกรรมมากมายที่ท่านแต่ง เช่น พระอภัยมณี ด้านศิลปวัฒนธรรมของชุมชนแห่งนี้ สมาน กาญจนผลิน ศิลปินผู้สร้างแนวดนตรี “สังคีตประยุกต์” โดยการนำดนตรีไทยบรรเลงกับดนตรีสากล เช่น เพลงรักคุณเข้าแล้ว ซึ่งเป็นผลงานที่ตราตรึงใจจนปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีครูดนตรี และศิลปะอีกหลายท่านที่อยู่ในย่านชุมชนวัดเทพธิดา
2 ปี
0
1
ชุมชนนางเลิ้ง ชุมชนเล็กๆ ที่ถูกถนนสายหลักตัดผ่าน ในช่วงสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ทั้งถนนหลานหลวง ถนนนครสวรรค์ ถนนกรุงเกษม ถนนพะเนียง ถนนจักรพรรดิพงษ์ ชุมชนแห่งนี้เป็นที่ตั้งวังต่างๆ ในสมัยก่อนมากกว่า 10 วัง และเป็นสถานที่ผูกพันของเจ้านายในอดีต ไม่ว่าจะเป็นกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ฯลฯ ด้านสถานที่ห้ามพลาดของชุมชนนี้คือ “ตลาดนางเลิ้ง” เป็นตลาดบกแห่งแรกของไทย อายุนานกว่า 100 ปี แต่เดิมเรียก “สนามควาย” และเปลี่ยนมาเรียก “อีเลิ้ง” ตามชื่อตุ่มชนิดหนึ่งของชาวมอญ จนกระทั่งเปลี่ยนมาเรียกว่า “นางเลิ้ง” สมัย จอมพล ป.พิบูลสงคราม นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของโรงภาพยนตร์ยุคแรกของประเทศ นั่นคือ “โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมธานี” เปิดฉายครั้งแรกในปี พ.ศ. 2461 เริ่มจากการฉายหนังใบ้ จนมาเป็นหนังไทย จีน อินเดีย ฯลฯ ชุมชนแห่งนี้ เต็มไปด้วยแหล่งรวมศิลปวัฒนธรรมหลายแขนง เช่น ละครชาตรี ลิเก หนังตะลุง ดนตรีปี่พาทย์ และยังคงมีร้านค้าที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ไม่ว่าจะเป็นร้านขายยาเก่าแก่ ร้านขายของชำ ร้านอาหาร ร้านตัดผม ซึ่งยังคงรูปแบบบ้านเรือนในรูปแบบเก่าให้เราได้เห็นและเรียนรู้ เครดิตภาพ edtguide.com
2 ปี
0
5
​หากเอ่ยถึงชุมชน “กุฎีจีน” ชุมชนโบราณเก่าแก่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งธนบุรี แขวงกัลยาณ์ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร ที่มีอายุกว่า 200 ปี หลายคนคงจะนึกถึงโบสถ์ซางตาครู้ส หรือวัดกัลยาณมิตรที่มีหลวงพ่อโต เป็นศูนย์กลางจิตใจของชาวบ้านที่นับถือศาสนาพุทธ และศาสนาคริสต์ในละแวกนั้น นอกจากสถานที่ทางศาสนาที่เป็นจุดเด่นของชุมชนกุฎีจีนแล้ว ที่นี่ยังมีไฮไลต์อีกอย่างหนึ่งที่เรียกได้ว่าใครที่ผ่านไปผ่านมาในชุมชนนั้น ต้องมาลองลิ้มชิมรสกันทั้งนั้น ซึ่งไฮไลต์ที่ว่านั้นก็คือ “ขนมฝรั่งกุฎีจีน” เป็นขนมโบราณกว่า 200 ปี ที่มีต้นตำรับมาจากชาวโปรตุเกสที่มาตั้งถิ่นฐานอยู่ในชุมชนกุฎีจีนเมื่อสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งปัจจุบันยังเหลือบ้านที่ทำขนมฝรั่งกุฎีจีนอยู่เพียงไม่กี่บ้านเท่านั้น และเมื่อเรามีโอกาสมายังชุมชนกุฎีจีน ก็ไม่พลาดที่จะนำขนมฝรั่งฯ มาให้รู้จักกัน
2 ปี
0
3
ร้านกาแฟ หน่ำเฮงหลี ชื่อนี้มีความหมายว่า "ค้าขายมีกำไร" ร้านนี้มีกาแฟรสดี ชาอร่อย เมนูเด็ดของที่นี่คือ ขนมปังสังขยา ที่กวนสดใหม่ทุกเช้า ร้านนี้ตั้งอยู่ใก้ลๆวัดโสมนัส ถนนจักรพรรดิพงษ์ เปิดตั้งแต่ 6:00 ถึง 16:00 เสาร์-อาทิตย์ เปิดถึงเที่ยง โทร. 02-2812134
2 ปี
0
2
‘ร้านมิตรโภชนา’ ก๋วยเตี๋ยวเนื้อวัวเก่าแก่ฝั่งท่าพระจันทร์ ‘ร้านมิตรโภชนา’ จะตุ๋นเนื้อวัวให้เปื่อย จนนุ่มแทบละลายในปาก และลูกชิ้นสดที่อร่อยพอดีคำ กลมกล่อมด้วยน้ำซุปที่เข้มขนผสมเครื่องยาจีนสูตรเฉพาะของร้าน ที่เปิดมามากกว่ายี่สิบปี ซึ่งร้านปัจจุบันแทบจะไม่มีใครใช้สูตรนี้และหากินค่อนข้างยาก เป็นร้านเก่าแก่ที่ใครผ่านไปมาจะต้องแวะชิม นอกจากนี้ยังตบท้ายด้วย ‘ขนมเบื้องโบราณ’ โดยคุณป้าผู้ใจดี วางขายอยู่หน้าร้าน เรียกได้ว่ากินของคาวเสร็จตบท้ายด้วยของหวานต่อได้เลย
2 ปี
0
5
“ร้านคุณแดงก๋วยจั๊บญวน” การเดินทางเริ่มต้นจากสนามหลวง เข้าสู่ถนนพระอาทิตย์โดยเลี้ยวซ้ายใต้สะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ตรงไปเรื่อยๆ จนถึงหัวโค้งป้อมพระสุเมรุก็จะพบ ร้านคุณแดงก๋วยจั๊บญวน เป็นร้านที่มีเมนูไม่มากแต่คุณภาพมาเต็มชาม ที่นำสูตรต้นตำรับจากอุบลราชธานีมาปรุงให้รสชาติเข้มข้น กลมกล่อมเหมือนต้นตำรับ แต่ใส่เครื่องลงไปอย่างจุใจ เคล็ดลับอยู่ที่เส้นเหนียวนุ่มและรสชาติกลมกล่อม ปรุงกันสดๆ ชามต่อชาม แค่แวะมาร้านคุณแดงก็ไม่ต้องเดินทางไปชิมไกลถึงภาคอีสาน สถานที่ 32, ถ.พระสุเมรุ, แขวงชนะสงคราม เขตพระนคร, 10200 โทร.085-2460111
2 ปี
0
4
“ร้านโรตีมะตะบะ” ร้านนี้ขึ้นชื่อเรื่องความอร่อยเป็นอันดับต้นๆ ของย่านพระอาทิตย์ เปิดเพียงสาขาเดียวในกรุงเทพฯ มี “อับดุล การิม” ชาวบังคลาเทศ ก่อตั้งร้านในปี 2486 ซึ่งเมื่อก่อนการิมเป็นนักศึกษาอยู่ในประเทศพม่า จนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ถูกกองทัพญี่ปุ่นกวาดต้อนมาทางตอนใต้ของไทย เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม การิมจึงถูกปล่อยตัวและหาทางกลับบ้าน หลังจากที่นั่งเรือมาขึ้นฝั่งแถววังหลัง – ท่าพระจันทร์ เห็นวิถีชีวิตคนในย่านนี้ จึงตัดสินใจใช้ชีวิตในเมืองไทยนับแต่นั้นเป็นต้นมา เขาใช้วิชาความรู้ด้านการทำอาหารที่ติดตัวมาทำสูตรโรตีมะตะบะของอินเดียผสมกับสูตรของมาเลเซีย ทำให้โรตีเป็นที่ขึ้นชื่อ และยังมีเมนูมากมายให้เลือกชิม เช่น ข้าวหมกไก่ มัสมั่น กุรุหม่า แกงเขียวหวาน ซุปหางวัว เป็นต้น รับประกันได้เลยว่าอร่อยทุกเมนูแน่นอน
2 ปี
0
17
เฉาก๊วยเย็นๆ เต้าฮวยสูตรโบราณ ที่ท่าช้าง หากเดินรอบสนามหลวงจนเหนื่อยและอยากหาของหวานกินให้เย็นชื่นใจ ให้เดินตรงมาที่หัวมุมถนนท่าช้าง ฝั่งตรงข้ามกับมหาวิทยาลัยศิลปากร จะพบเต้าฮวย เฉาก๊วยสูตรโบราณ ‘ร้านอาคุง’ ที่ได้รับการกล่าวขานถึงจากผู้คนที่แวะไปย่านนั้นอยู่เสมอ เนื่องจากเป็นเต้าฮวยโบราณที่ถ่ายทอดเคล็ดลับมานานกว่า 50 ปีแล้ว สังเกตหน้าร้านง่ายๆ จากหม้อเต้าฮวย เฉาก๊วย และเครื่องเคียงมากมายให้ได้เลือกกินกัน เมนูขึ้นชื่อของที่นี่คือ ‘สองสหายหวานเย็น’ ที่ผสมผสานด้วยเต้าฮวยครึ่งหนึ่งที่โรยด้วยปาท๋องโก๋กรอบ และเฉาก๊วยอีกครึ่งหนึ่ง และน้ำขิงที่หวานกำลังดี นอกจากนี้ยังมีเฉาก๊วย เฉาก๊วยทรงเครื่ง เต้าฮวย เต้าฮวยทรงเครื่อง และน้ำเต้าหู้ทรงเครื่อง สำหรับราคาอยู่ที่ถ้วยละ 10-25 บาท เปิดขายทุกวัน เวลา 11.00-19.00 น. โทร. 08-1775-2540
2 ปี
0
2
‘ท่ามหาราช’ เป็นท่าเรือดั้งเดิมริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ชาวกรุงเทพมหานครรู้จักกันดี ตั้งอยู่บนเกาะรัตนโกสินทร์ ซึ่งติดกับสนามหลวง ถ้ากล่าวถึงแหล่งพระเครื่อง บูชาวัตถุมงคล ท่ามหาราชเป็นที่ขึ้นชื่อและมีมากมายหลายร้านให้ได้เลือกชมและบูชา แต่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ท่าเรือดั้งเดิมได้ถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นจุดนัดพบแห่งใหม่ที่มีร้านอาหารและแหล่งท่องเที่ยวริมแม่น้ำเจ้าพระยา โดยเน้นแนวคิด 3 แนวคิด คือ ร้านอาหารริมแม่น้ำ (riverside eatery) สถานที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์กลางกรุง (urban oasis) และตลาดนัดศิลปวัฒนธรรม (art & culture market) ในเนื้อที่ 3,684 ตร.ม. ถูกแบ่งออกเป็น ร้านค้าแนวเก๋ๆ ร้านอาหารสุดชิค ที่เดินพักผ่อนหย่อนใจ พร้อมนั่งเสพบรรยากาศชิล มองวิถีชีวิตสไลว์ไลฟ์ของคนริมแม่น้ำเจ้าพระยา สำหรับการเดินทาง สามารถโดยสารเรือด่วนเจ้าพระยามาลงที่ท่ามหาราชได้เลย หรือนั่งรถไฟฟ้า BTS ลงที่สถานีตากสิน ต่อเรือด่วนเจ้าพระยาลงที่ท่าเรือท่ามหาราช หรือรถโดยสารประจำทาง ลงหน้าท่ามหาราช สาย 32, 53, 124, 203, 201, ปอ.32, ปอ.524 ข้อมูลสอบถามเพิ่มเติม โทร: (66) 2-024-1393 แฟกซ์: (55) 2-024-1394 Email: info@thamaharaj.com หรือ www.thamaharaj.com
2 ปี
0
3
ตลาดน้ำแห่งใหม่กลางกรุง ริมคลองแสนแสบร่มรื่นเชื่อมสองฝั่ง วัดบำเพ็ญเหนือเสรีไทย 60 - วัดบางเพ็งใต้รามคำแหง 185 ด้วยสะพานเรือ แห่งเดียวในโลก เปิดทำการเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา 6.00 น. ถึง 18.00 น. ตักบาตพระทางเรือเวลา 7.30 น. ถึง 8.00 น.
2 ปี
0
12
ตลาดหลวงแพ่ง
3 ปี
1
15
ต้นไทรใหญ่ 300ปีตลาดเนื่องเขต
3 ปี
0
7
ตลาดร้อยปีเนื่องเขต
3 ปี
3
29
ร้านกาแฟโราณของแท้
3 ปี
0
10
ตลาดร้อยปีย่านหนองจอก
3 ปี
0
7
ข้อมูลการติดต่อ ถนนดีบุก ถนนถลาง ถนนกระบี่ และถนนเยาวราช อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต โทร. 0 7621 4325 รายละเอียดสถานที่ท่องเที่ยว คุณค่าของความเป็นเมืองเก่าภูเก็ตที่ยังคงได้รับการเก็บรักษาเป็นอย่างดี และกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำที่ผู้มาเยือนทุกคนต้องแวะเวียนมาเยี่ยมชมกันให้ได้ นั่นคือกลุ่มตึกสไตล์ชิโน-โปรตุกีส ที่สะท้อนถึงความรุ่งเรืองในยุคเหมืองแร่เฟื่องฟูบนภูเก็ตครั้งหนึ่งในอดีต คุณจะได้รื่นรมย์ประวัติศาสตร์สนุกนึก เรียนรู้เรื่องราวแห่งสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่า สบายๆ ชิลๆ ไปกับคาเฟ่น่ารักที่ดัดแปลงจากตึกเก่าเหล่านั้นมาเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยว ทั้งหมดนี้คือความสุขจากย่านเก่าภูเก็ตที่ต้องเก็บไว้ในลิ้นชักแห่งความทรงจำ
3 ปี
0
8
ข้อมูลการติดต่อ บ้านหนองบัว ตำบลป่าคา อำเภอท่าวังผา จังหวัดน่าน โทร. 0 5452 1127 รายละเอียดสถานที่ท่องเที่ยว มาทำความรู้จักผ้าทออันเป็นเอกลักษณ์ของไทลื้อจาก “ผ้าลายน้ำไหล” ณ หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้ ซึ่งเลื่องลือในฝีมือการทอผ้าพื้นเมืองที่สวยงามมายาวนาน และเป็นแหล่งทอผ้าไทลื้อที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัดน่าน โดยสามารถเลือกซื้อชิ้นงานหัตถกรรมคุณภาพ พร้อมชมวิถีชีวิตอันเรียบง่ายของชาวบ้านที่น่าประทับใจ
3 ปี
0
1
ข้อมูลการติดต่อ ตำบลนาทะนุง อำเภอนาหมื่น จังหวัดน่าน โทร. 0 2562 0760 รายละเอียดสถานที่ท่องเที่ยว ใคร ๆ ก็เดินทางไปบ้านประมงปากนาย เพราะความเลื่องลือในรสชาติของปลาสดเนื้อรสหวานจากเขื่อนที่เราสามารถนั่งรับประทานกันบนแพไม้กลางอ้อมกอดของผืนน้ำที่มีวิวภูเขามาแต่งแต้มให้ดูน่าค้นหา ที่แห่งนี้เดิมเป็นหมู่บ้านริมแม่น้ำน่าน หลังจากที่มีการสร้างเขื่อนสิริกิติ์ ก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อน พร้อมกับการก่อเกิดของแพร้านอาหารมากมายที่เปิดโอกาสให้เลือกชิมปลาที่จับขึ้นมาสด ๆ จากเขื่อน อาทิ ปลากด ปลาบู่ ปลาคัง ปลาแรด ปลาทับทิม เป็นต้น แพบางแห่งยังสร้างห้องพักไว้บริการนักท่องเที่ยวที่อยากสัมผัสธรรมชาติเหนือเขื่อนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในเดือนตุลาคม - มีนาคมนั้น ถือเป็นช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดสำหรับท่องเที่ยวที่นี่เลยทีเดียว
3 ปี
0
2
บ้านเก่า100ปี (ร้านกาแฟคำนำ)
3 ปี
0
14
ผลิตภัณฑ์เด่น กล้วยตาก สมุนไพรไล่ยุง จัดตั้งเมื่อ วันที่ 20 เดือน มีนาคม พ.ศ. 2550 สมาชิก ณ ปี 2556 จ านวน 63 ราย ที่อยู่ เลขที่ 20/2 หมู่ที่ 16 ต.แพรกศรีราชา อ.สรรคบุรี จังหวัดชัยนาท รหัสไปรษณีย์ 17140 ประธานกลุ่ม นางสุพิทย์ ศรีทอง
3 ปี
0
0
ผลิตภัณฑ์เด่น ผลิตภัณฑ์จักสานไม๎ไผํ จัดตั้งเมื่อ วันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2550 สมาชิก ปี 2556 จ านวน 227 ราย ที่อยู่ เลขที่ - หมูํ 8 ต าบลบางเจ๎าฉํา อ าเภอโพธิ์ทอง จังหวัดอํางทอง รหัสไปรษณีย์14120 ประธานกลุ่ม นางสาวเฉลา เจริญศิลป์ โทรศัพท์ 08-7116-8172
3 ปี
0
0
ผลิตภัณฑ์เด่น ดอกไม้ประดิษฐ์กระดาษสา จัดตั้งเมื่อ วันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕48 สมาชิก ปี 2556 จ านวน 10 ราย ที่อยู่ เลขที่ 1618/45 ถนนสุขุมวิท 101/1 แขวงบางจาก เขตพระโขนง จังหวัดกรุงเทพมหานคร ประธานกลุ่ม นางบุญส่ง พรหมมนตรี โทรศัพท์ 089-450-4423 E-mail: nirada_flower@hotmail.com เว็บไซต์ https://www.tote-market.com
3 ปี
0
1
ชุมชนกุฎีจีน เป็นย่านชุมชนเก่าแก่ของฝั่งธนบุรีที่มีประวัติความเป็นมาอันยาวนานตั้งแต่สมัยสมัยกรุงธนบุรี และยังเป็นย่านชุมชนที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนาและวัฒนธรรมอย่างมากแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร จะเห็นได้จากเป็นแหล่งที่ตั้งศาสนาสถานที่สำคัญทั้ง วัดซางตาครู้ส ศาลเจ้าเกียนอันเกง วัดกัลยาณมิตรวรมหาวิหาร และ มัสยิดบางหลวง ตลอดริ่มฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ชุมชนกุฎีจีนเป็นชุมชนของชาวไทยเชื้อสายโปรตุเกสที่อพยพมาจากกรุงศรีอยุธยาเมื่อกรุงศรีอยุธยาแตกครั้งที่ 2 ในปี พ.ศ. 2310 แต่ปัจจุบันชาวไทยเชื้อสายโปรตุเกสเหล่านั้น แทบไม่เหลือเค้าลางของรูปร่างหน้าตาแบบตะวันตกแล้ว ชุมชนแห่งนี้มีโบสถ์ซางตาครู้ส เป็นศูนย์กลางของชุมชน ชุมชนแห่งนี้มีขนมกุฎีจีนขายเป็นขนมพื้นเมืองของชุมชนนี้ และขนมกุฎีจีนของชุมชนนี้ถือได้ว่าเป็นขนมพื้นเมืองดั้งเดิมของกรุงเทพมหานครเลยทีเดียว ชุมชนกุฎีจีนตั้ง อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งอยู่ที่แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร
3 ปี
0
2
สะพานหัน เป็นสะพานขนาดเล็ก ตั้งอยู่ในย่านสำเพ็ง แขวงจักรวรรดิ เขตสัมพันธวงศ์ ทอดข้ามคลองรอบกรุงหรือคลองโอ่งอ่าง ชื่อนี้เรียกตามจาก ลักษณะของตัวสะพานที่ สมัยก่อนนั้นจะเป็นไม้แผ่นเดียวพาดข้ามคลอง ปลายข้างหนึ่งตรึงแน่นกับที่ ส่วนอีกข้างจะไม่ตอกติด จับหันไปมาได้เพื่อให้เรือแล่นผ่าน ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 โปรดเกล้า ฯ ให้สร้างใหม่เป็นสะพานโครงเหล็กพื้นไม้ จนถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ได้เปลี่ยนทำเป็นแบบสะพานริอัลโตทีนครเวนิซ และที่ปองเตเวกคิโอ เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี คือ เป็นสะพานไม้โค้งกว้าง สองฟากสะพานมีห้องแถวเล็กๆ ให้เช่าขายของ ส่วนตรงกลางเป็นทางเดิน สำหรับตัวสะพานปัจจุบัน ได้สร้างใหม่ขึ้นแทนของเก่าที่ชำรุด ในปี พ.ศ. 2505
3 ปี
0
1
วงเวียนโอเดียน เป็นวงเวียนตั้งอยู่บริเวณหัวถนนเยาวราช เป็นจุดตัดของถนนเจริญกรุง, ถนนเยาวราช และถนนมิตรภาพไทย-จีน อยู่ในเขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร เป็นวงเวียนที่มีประวัติความเป็นมาคู่กับถนนเยาวราช เคยเป็นศูนย์รวมสถานบันเทิง เดิมเป็นวงเวียนน้ำพุ เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชน ปัจจุบันปรับปรุงเป็นที่ตั้งของ ซุ้มประตูเฉลิมพระเกียรติ ๖ รอบพระชนมพรรษา ร้านค้าในย่านนี้ เรียกว่า ร้านค้าย่านโอเดียน เป็นย่านเก่าแก่เป็นที่มาของชื่อ เซียงกง แหล่งเครื่องยนต์มือสอง และอะไหล่มือสองจากญี่ปุ่นยุคแรก ปัจจุบัน ยังมีร้านค้าเหล่านี้อยู่บ้าง เช่น ร้านค้าอะไหล่รถยนต์ อะไหล่แทรกเตอร์ ร้านค้าโลหะ และร้านค้าเครื่องเรือ Creditภาพจาก:www.thailandoneclick.com
3 ปี
0
4
ตลาดนัดจตุจักร เป็นตลาดนัดในกรุงเทพมหานคร มีจำนวนแผงค้าทั้งหมดมากกว่า 8,000 แผงค้า แบ่งเป็น 27 โครงการ มีสินค้า 8 ประเภท ได้แก่ ผักและผลไม้ เสื้อผ้า สัตว์เลี้ยง ต้นไม้ อาหารปรุง อาหารสำเร็จรูป อาหารสด และเบ็ดเตล็ด ขอบคุณภาพจาก www.bangkok.net
3 ปี
0
10
ทางด้านใต้ของคูเมืองเก่าเชียงใหม่คือถนนวัวลาย ซึ่งเป็นศูนย์กลางการทำเครื่องเงินที่ปราณีตและมีสไตล์ที่โดดเด่น ตามถนนมีตึกแถวขายเครื่องเงินทำจากไม้สักโบราณหลายร้านที่ย้อนยุคไปในช่วงปีทศวรรษ1950 รูปแบบสินค้าต่างๆได้รับอิทธิพลจากเผ่าชาวเขา การแกะสลักอย่างปราณีตและลักษณะการตีขันน้ำที่ทำจากเงินรวมถึงเครื่องประดับชิ้นใหญ่ของชาวเขาก็เป็นการเล่าเรื่องราวชีวิตประจำวันของชาวบ้านทางภาคเหนือ
3 ปี
0
3
ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเชียงใหม่ตามลำน้ำแม่ปิง เป็นบริเวณที่มีความคึกคักมีชีวิตชีวาซึ่งเป็นศูนย์กลางสำคัญของคนท้องถิ่นการที่มีสามตลาดอยู่ร่วมกันคือตลาดวโรรสตลาดต้นลำไยและตลาดเนาวรัตน์กาดหลวงจึงเป็นศูนย์กลางการค้าของจังหวัดเชียงใหม่มานานกว่า100ปีถนนต่างๆอันแสนวุ่นวายนั้นเรียงรายไปด้วยตึกแถวแบบจีนยุคกลางศตวรรษที่20ตรอกซอกซอยที่เบียดเสียดไปด้วยคนเดิน การจราจรที่มีทั้งรถยนต์และรถลากของ บริเวณใกล้เคียงเป็นแหล่งสิ่งทอ เครื่องสาน อุปกรณ์เครื่องครัวและอื่นๆอีกมากมาย
3 ปี
0
1
ร้านขายยาโบราณอายุ 80ปี
3 ปี
0
11
สวนชวดนิดลิ้นจี่โบราณ
3 ปี
0
11
สวนลี้นจี่ จอมทองอนุรักษ์ สมัยร. 5 มีสภาพเป็นเกาะ เรียกว่าเกาะจอมทอง
3 ปี
1
18
สวนลุงบัญพจ จันทร์คำ ย่ายจอมทอง บางขุนเทียน
3 ปี
0
9
พบกับความสุขแบบเนิบช้าที่เมืองเล็กที่มีเสน่ห์ จังหวัดน่าน เดินทางขึ้นไปที่อำเภอบ่อเกลือ เพื่อพบกับหมู่บ้านที่มีความสวยงามทั้งทางธรรมชาติ และเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ เรียนรู้เรื่องเกลือสินเธาว์เกลือธรรมชาติที่มีอยู่ในภูเขาอายุยาวนานนับร้อยปี และลองดูว่าเกลือมีคุณสมบัติดีๆสามารถนำไปทำอะไรได้หลายอย่าง เกลือสปา เกลือแกง อร่อยกับอาหารเมนูเด็ดที่ไม่พ้นมีเกลือเข้ามาร่วมวง พักผ่อนกับที่พักแสนน่ารักและอบอุ่นริมแม่น้ำมาง และสนุกกับสาระความรู้ที่มีมากมายจากรายการทั่วถิ่นแดนไทย
3 ปี
0
2
ปล่อยให้ความสุขเข้ามาทำความรู้จักกับตัวเราให้มากขึ้น ด้วยการท่องเที่ยว เรียนรู้ สัมผัส สิ่งที่เรียกว่า ความสุข เกิดขึ้นได้ทุกที่ ไม่ว่าใกล้หรือไกล ไปตามหาพร้อมกับกับทั่วถิ่นแดนไทย ที่บ้านท่านา อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม แหล่งของดีที่มีทั้งวิถีวัฒนธรรม และรากเหง้าแห่งภูมิปัญญาที่ตกทอดจากรุ่นสู่รุ่น เข้าใจถึงความสำคัญของชุมชนให้มากขึ้นด้วยอาหารการกิน และอาคารบ้านเรือน ความสวยงามที่บ่งบอกความรุ่งเรืองในอดีต ชิมและเลือกซื้อของขึ้นชื่ออย่าง ส้มโอพันธุ์ดีของนครชัยศรี ความเป็นชุมชนที่ไม่ได้แต่งแต้ม จะทำให้คุณหลงรักนครชัยศรี หลงรักบ้านท่านา นครปฐม แบบไม่รู้ตัว ขอบคุณข้อมูลจาก ThaiPBS ขอบคุณภาพถ่ายจาก สะดุดตา
3 ปี
0
4
การรู้จักในพื้นฐานการเป็นการอยู่ของบ้านตนเองนั้น เป็นสิ่งที่หลายหมู่บ้านหลายถิ่นพยายามสร้าง เพื่อให้เกิดความแข็งแรงในตัวชุมชน บ้านหลังนี้ที่คลองยายดำ จังหวัดจันทบุรี มีตัวแปรหลายสิ่งที่ทำให้หมู่บ้านมีการตั้งอยู่ที่มั่นคงเพราะการมองเห็นในคุณค่าและทรัพยากรของสิ่งรอบตัว การที่หมู่บ้านอยู่ติดริมน้ำ มีป่าจาก ป่าโกงกาง ทำให้เราสามารถนำสิ่งเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม มีหลักคิด หลักใช้ และหลักในการอนุรักษ์ที่พอดี ชาวบ้านจึงมีทั้งอาชีพ มีทั้งอาหารการกิน มีทุกอย่างที่สมบูรณ์พร้อม ถ้าหากเราอยากเห็นการพัฒนา การเจริญเติบโต การเป็น การอยู่ที่สร้างความสุข ก็ต้องรู้จักบ้านตัวเองให้ดีเสียก่อน แล้วสิ่งที่สร้างรอยยิ้มก็จะตามมา ขอบคุณข้อมูลจาก www.thaipbs.or.th/Live
3 ปี
0
4
ความสุขที่มาพร้อมกับการอนุรักษ์เกิดก่อขึ้นที่นี่ บ้านบากันใหญ่ จังหวัดสตูล ผู้คนและธรรมชาติอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข เพราะการรู้รักษา การเข้าใจถึงวิถีถิ่นที่เป็นการเบียดเบียน ไม่ทำลาย แต่มีการสร้างให้ทุกอย่างเติบโต งอกงามนี่คือการสอน การส่งต่อ ของผู้คนที่บ้านบากันใหญ่ เกาะเล็กๆแห่งหนึ่งในจังหวัดสตูล ที่มีความสวยงามทั้งทางธรรมชาติและจิตใจของผู้คน เรียนรู้กับวิถีถิ่นแบบชาวใต้ที่งดงาม เข้าใจถึงวัฒนธรรมและรากเหง้าของชาวบ้านบนเกาะ เที่ยวชมกับธรรมชาติที่แสนมหัศจรรย์ในอีกหนึ่งความงามที่ควรค่าในการไปสัมผัส สันหลังมังกร สันทรายที่ทอดตัวยาวหลายร้อยเมตร การเกิดปรากฎการณ์ธรรมชาติที่ซักครั้งหนึ่งควรไปเห็นด้วยตาตัวเอง ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.thaipbs.or.th/Live
3 ปี
0
3
การรักในวิถีชีวิตและท้องถิ่นของตัวเอง คือ สิ่งดีงามที่ทุกบ้านทุกถิ่นควรมี ที่นี่คือบ้านแห่งวิถีถิ่นชาวอีสาน บ้านเมืองพนานต์ อำเภอพนา จังหวัดอำนาจเจริญ บ้านแห่งวิถีวัฒนธรรมที่เกิดจากความรัก ความเอาใจใส่ในรากเหง้าของตนเอง ไปเรียนรู้กับการเป็นอยู่ของคนบ้านนี้ ผ่านการแต่งกายที่สวยงาม ผู้หญิงนุ่งซิ่น ห่มสไบ ผู้ชายนุ่งเสื้อแบบพื้นเมือง ดูแล้วงามตา ค้นหาวัฒนธรรมที่ตกทอดสู่รุ่นมายาวนานหลายปี อย่างการทำขันหมากเบ็ง พานบายศรีที่ไว้ใช้ในงานพิธี การทำเพื่อนำไปถวายเป็นพุทธบูชาแก่พระพุทธศาสนา และไปพบกับขนมที่แทรกตัวอยู่ในชีวิตและประเพณีวัฒนธรรมของคนเมืองพนานต์ อย่างการทำขนมข้าวตอกแตก ขนมที่เป็นมากกว่าความอร่อย สิ่งที่เป็นพื้นถิ่นของคนบ้านนี้เราเชื่อว่าจะยังคงอยู่ไปได้ตราบรุ่นลูกรุ่นหลาน เพราะคำว่า รัก คำว่าหวงแหนในสิ่งดีงามของบ้านเกิดตนเอง ขอบคุณข้อมูลจาก www.thaipbs.or.th/Live
3 ปี
0
1
ทุกที่ล้วนแล้วแต่มีธรรมชาติให้พึ่งพิง หากเรารู้จักหวงแหน รักษาไม่ว่าที่ไหนธรรมชาติก็พร้อมที่จะโอบล้อมเราเสมอ อย่างที่ตำบลบ้านขาว อำเภอระโนด จังหวัดสงขลาที่นี่มีน้ำ มีป่า มีธรรมชาติที่แวดล้อมและเกื้อกูลให้ผู้คนได้อาศัยและใช้ชีวิตการอนุรักษ์จึงเป็นสิ่งสำคัญที่พวกเขาตระหนักดีว่า หากเรารักป่า รักษ์ธรรมชาติธรรมชาติก็จะอยู่คู่กับเรา ไปดูความสมบูรณ์ของผืนน้ำผืนป่าที่เป็นเสมือนบ้านของทุกคน เราจะมองเห็นความยิ่งใหญ่แห่งการอนุรักษ์ได้ด้วยพื้นที่สีเขียว และการกินการอยู่ที่ยังคงหล่อเลี้ยงให้ทุกชีวิตมีความสุขมีน้ำ มีปลา มีอาหาร มีของกิน คงเป็นสิ่งที่พูดได้เมื่อเราเห็นความเป็นไปของคนบ้านขาวหลายสิ่งต่อยอดไปสู่อาชีพ ความเป็นอยู่และวิถีถิ่นรอยยิ้มจะเบ่งบานเสมอเมื่อบ้านนั้นมีความสุข ขอบคุณข้อมูลจาก www.thaipbs.or.th/Live
3 ปี
0
4
ความเป็นวิถีสร้างตัวตน สร้างเอกลักษณ์ให้กับถิ่น มองเห็นความเป็นไปที่สวยงามในการดำเนินชีวิตที่บ้านเล่าลือ เล่าเน้ง จังหวัดเพชรบูรณ์ คืออีกหนึ่งที่หนึ่งวิถีถิ่นที่น่าไปเยือนไปทำความรู้จัก ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นชาวม้ง ชาวไทยภูเขาที่ยังรักษาสิ่งที่เป็นมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษไว้ได้เป็นอย่างดี บ้านนี้มีอาหารการกินที่บ่งบอกถึงการดูแลสุขภาพ อาหารแต่ละอย่างจึงมีการผสมผสานทั้งผักและเนื้อสัตว์ต่างๆลงไป อย่างต้มไก่เราจะเห็นผักหลากชนิดใส่ลงไปในหม้อ แต่ละอย่างล้วนแต่มีสรรพคุณที่ดี เชื่อกันมาว่าเป็นการบำรุงร่างกาย นอกจากนั้นยังมีขนมแบบดั้งเดิมที่ทำจากข้าวเหนียวนำมาตำจนเหนียว นำไปปั้นกินใหม่ตอนแป้งกำลังอุ่น หรือนำไปย่างไฟแล้วจิ้มกินกับน้ำอ้อยก็ได้เหมือนกัน การอนุรักษ์นั้นยังรวมไปถึงการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ข้าวไร่ที่ชาวบ้านปลูกสืบต่อกันมา ทั้งหมดเป็นเสมือนแหล่งความรู้ แหล่งทดลองให้กับคนรุ่นหลัง ข้าวพันธุ์ไหนดี พันธุ์ไหนเหมาะแก่การเติบโตนี่คือสิ่งที่เกิดจากการเรียนรู้มาตั้งแต่ครั้งปู่ย่า ซึ่งชาวบ้านยังนำมาใช้ได้จนถึงปัจจุบัน ส่วนภาษาและการแต่งกาย ก็ยังคงเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นถึงแม้ปัจจุบันจะมีเปลี่ยนแปลงไปบ้าง แต่ที่บ้านนี้คุณป้าก็ยังคงทำผ้าเขียนลายเทียน ย้อมด้วยคราม และทำผ้าปักไว้ใช้เองอยู่เสมอ เป็นการรักษาความสวยงามด้านการแต่งกายไว้ได้อย่างสวยงาม บ้านหลังนี้จึงเป็นบ้านหลังที่มีแต่ความรัก รักในความเป็นถิ่นฐานบ้านเกิด รักในความเป็นตัวเองรักในชาติพันธุ์ ขอบคุณข้อมูลจาก www.thaipbs.or.th/Live
3 ปี
0
1
ตลาดใต้โหนด บ้านจันนา อ.ควนขนุน จ.พัทลุง ความสุขของคำว่า "พื้นถิ่น พื้นบ้าน" คือการได้เห็นสิ่งที่เป็นวิถี ความเป็นดั้งเดิมของท้องถิ่นยังคงอยู่ที่บ้านหลังเล็กในจังหวัดพัทลุง เรายังคงเห็นความสุขนี้อยู่ทั่วถิ่น การพยายามสร้างและรักษา เกิดขึ้นจากกลุ่มก้อนเล็กๆของผู้คนที่มีหัวใจในการอนุรักษ์ การสืบสาน การส่งต่อจึงเกิดขึ้นด้วยรอยยิ้มและความสวยงามของจิตใจ ที่นี่ บ้านจันนา อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง คือแม่แบบในการสร้างวิถีถิ่นให้กลับมาสู่ในยุคใหม่ได้อย่างลงตัว ไปค้นพบกับความสวยงามของผู้คน อาหารการกินที่มีในท้องถิ่นอย่าง แกงน้ำเคย แกงพื้นบ้านที่กินทำขายกันมานานตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ แกงที่แสดงถึงวัฒนธรรมการกิน ของคนพัทลุงได้เป็นอย่างดี ชมการต่อยอดของงานหัตถกรรมที่อยู่คู่บ้านอย่างการจักสานกระจูด งานฝีมือขึ้นชื่อในความสวยงามของเครื่องจักสานที่มีความแปลก ความงาม ตอบสนองการใช้งานในทุกรูปแบบ งานกระจูดที่มีคุณค่าถูกส่งต่อและสร้างสรรค์ จนกลายเป็นสินค้าที่มีทั้งความสวยงามและประโยชน์ใช้สอย เดินทางเพื่อไปพบกับตลาดพื้นถิ่นที่ใครมาต้องยิ้มและชื่นชมในความคิด ที่ทำให้ยุคใหม่กับยุคเก่าถูกผสานด้วยกันได้อย่างลงตัว หากใครมองหาต้นแบบของการฟื้นฟูศิลปะ วิถีชีวิต อาหารการกิน ในแบบคนพัทลุง ต้องมาพักใจ พักสายตา มาพูดคุย มาแลกเปลี่ยนกับตลาดที่เป็นมากกว่าตลาด "บ้านนักเขียนกนกพงศ์ หลาดใต้โหนด" สถานที่แห่งความสุขและรอยยิ้มของคนเมืองพัทลุง สร้างสรรค์ สวยงาม มีคุณค่าในวิถีถิ่น คือสิ่งที่เมืองนี้มีให้เรา ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.thaipbs.or.th/Live ขอบคุณภาพจาก www.manager.co.th
3 ปี
0
4
อำเภอบางคนที เป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดสมุทรสงคราม เดิมชื่อ อำเภอสี่หมื่น ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อในปี พ.ศ. 2457 มาเป็นชื่อ บางคณฑี
3 ปี
0
19
ประวัติชุมชนสิตาราม ชุมชนสิตารามเป็นชุมชนที่ตั้งอยู่บริเวณวัดสิตาราม ซึ่งสร้างในสมัยรัชกาลที่ 1 เมื่อประมาณ พ.ศ.2340 เดิมชื่อ วัดคอกหมู เพราะทางราชการได้ต้อนหมูมารวมกันไว้ ณ ที่แห่งนี้ ต่อมาเมื่อ พระมหาสมณเจ้ากรมวชิรญาณวโรรสสมเด็จพระสังฆราชเจ้าทรงเปลี่ยนนามเป็นวัดสิตาราม พระอุโบสถเป็นศิลปะแบบจีน ไม่มีช่อฟ้าใบระกา ศาลาการเปรียญทรงไทยสองชั้น ปูชนียวัตถุที่สำคัญ คือ พระพุทธสมัยสุโขทัย ปางมารวิชัย พระประธานในอุโบสถ หน้าตักกว้าง ๑ ศอก ๑ คืบ "วัดสิตาราม" เพื่อให้มีความหมายตรงตามนามผู้สร้าง คือ เจ้ากรมแย้ม วัดสิตารามหรือวัดคอกหมู วัดนี้สร้างในรัชสมัยพระพุทธเลิศหล้านภาลัย แล้วเสร็จในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า มีเจ้ากรมแย้มหรือยิ้ม ไม่แน่ชัด ชักชวนคนจีนที่อาศัยเลี้ยงหมูในชุมชนนี้มาสร้างวัด ส่วนชื่อวัดสิตารามมาจากชื่อ สิต หรือ สมิต ของเจ้ากรมยิ้ม สนธิกับอาราม กลายเป็น สิตาราม วัดนี้ ผูกวิสุงคามสีมาในสมัยรัชกาลที่ ๓ ศิลปะจึงเป็นศิลปะสมัยรัชกาลที่ ๓ ซึ่งมีลักษณะเด่นคือ หน้าบันเป็นลายเครือเถา ไม่มีช่อฟ้าใบระกา พาไลลาดชัน เสาพาไลไม่มีบัว ส่วนซุ้มประตูเป็นลายดอกไม้เทศ บานประตูเป็นลายรดน้ำ "วัดคอกหมู" หรือวัดสิตาราม ตั้งอยู่ใกล้ๆ กับวัดสระเกศฯ ที่แต่เดิมเคยเป็นคอกหมู อยู่คู่กับคอกวัว หรือสี่แยกคอกวัวในปัจจุบัน คนแขกเลี้ยงวัว ส่วนคนจีนเลี้ยงหมูอยู่บริเวณนี้ จนเมื่อร่ำรวยจากการเลี้ยงหมูแล้วจึงได้มีศรัทธาถวายที่ดินเพื่อสร้างวัด ชื่อว่าวัดคอกหมูนั่นเอง คอกวัวหลวงที่ว่านี้ก็อยู่ไม่ไกลจากพระบรมมหาราชวังมากนัก ก็คือตั้งอยู่บริเวณสี่แยกคอกวัวในปัจจุบันนั่นเอง แต่พอถึงสมัยรัชกาลที่ 5 พระองค์ทรงปรับพื้นที่ในเขตพระนครเพื่อที่จะรับกับแผนการขยายเมือง คอกวัวจึงถูกรื้อไป เหลือแต่ชื่อไว้เป็นอนุสรณ์เท่านั้น พ.ศ. 2391 คนที่อพยพมาอยู่อาศัยส่วนใหญ่จะมาจากเมืองจีนกว้างตุ้ง อยู่อาศัยรอบๆชุมชนบริเวณวัดคอกหมูและชุมชนวัดสระเกศ และเริ่มมีการสร้างตึกแถว สถานที่สำคัญ 1. ตลาดนางเลิ้ง เป็นตลาดไม้ที่มีความเจริญมาก ขายอาหาร เช่น ขนมเบื้อง ขนมครก ขนมตังเม ,ปากริมไข่เต่า 2. ตลาดวรจักร เป็นตลาดขายอาหารจีน เช่น ป๋วยเกี๋ยะ(หมี่เหลือง) 3. ตลาดมหานาค 4. โรงหนังเฉลิมธานี ,โรงหนังเฉลิมไทย 5. โรงเรียนสตรีจุลนารถ โรงเรียนดั้งเดิมที่สำคัญ จากการบอกเล่าของ “คุณสมบัติ พงษ์อรุโณทัย” พบว่า แต่เดิมชาวชุมชนสิตารามส่วนใหญ่นิยมเข้าศึกษาในโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่ ได้แก่ โรงเรียนเอียงเจี่ย (โรงเรียนเจริญศึกษา), โรงเรียนนครหลวง, โรงเรียนสมานศึกษาวิทยา, โรงเรียนประสาทวุฒิ เหตุการณ์สำคัญ พ.ศ. 2482 เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 พ.ศ. 2491 เริ่มมีการสร้างห้องแถว จำนวน 5 ห้อง ( ห้อง 257, ห้อง257/1-2,ห้อง259, ห้อง259/1,ห้อง 259/2) โดยหลวงไววิชิตสร้างแล้วให้เซ้งต่อ ค่าเซ้ง 50,000 บาท ค่าเช่า 100 บาท พ.ศ. 2482 - 2497ชุมชนมีการเลี้ยงหมูรอบวัดเลียบคลองวัด โดยคนอิสลามเป็นคนเลี้ยง พ.ศ. 2493 ชุมชนเริ่มทำอาชีพค้าขายไม้ในย่านบริเวณตึกแถว(คนย้ายมาจากวัดสระเกศ) โดยส่งไม้มาทางเรือ พ.ศ. 2497 ชุมชนเลิกเลี้ยงหมูเพราะส่งกลิ่นเหม็น พ.ศ. 2497 รถราง มี 2 ชั้น คือ ชั้น 1 มีเบาะนั่ง ราคา 10 สตางค์ และชั้น 2 ราคา 5 สตางค์ พ.ศ. 2500 มีร้านขายยาหมอถนอมย้ายเข้ามาอยู่ในชุมชน เป็นร้านขายยาไทย พ.ศ. 2481 – 2502 จอมพล ป. เปลี่ยนแปลงวัฒนธรรม เช่น นักเรียนต้องใส่หมวกกะโล่, ห้ามสูบหรี่หน้าบ้านโดยไม่ใส่เสื้อผ้า,เด็กผู้หญิงต้องใส่กางเกงชั้นใน(ตะปิ้ง) พ.ศ. 2502 จอมพลสฤษฎิ์ ธนะรัตน์ ออกกฎหมายเลิกฝิ่น และออกกฎหมายมาตรา 17 เรื่องไฟไหม้ “ข้าพเจ้ารับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว” พ.ศ. 2533 ตั้งค่ายมวยแสงมรกต(ที่มหานาค)และย้ายมาตั้งที่ชุมชนสิตาราม พ.ศ. 2541 พ.ศ. 2533 เริ่มมีร้านมุ้งลวด พ.ศ. 2537 คุณถาวร เดชพ่าง เป็นประธานชุมชนคนแรก บุคคลสำคัญ หลวงวิลาสดรุณกร (อั้น สารักบุตร) เป็นบุตรขุนพิทักษ์ (อินทร์ สาริกบุตร) นางแจ่ม เกิดที่ตำบลท่าช้างวังหน้า อำเภอพระนคร จังหวัดพระนคร ณ วันจันทร์ เดือนยี่ ขึ้น 6 ค่ำ ปีวอก จุลศักราช 1246 เวลาบ่ายสี่โมงเศษ ตรงกับวันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2427 เมื่อบิดาถึงแก่กรรมแล้ว หมื่นบำรุงนาวา (ภู่) ซึ่งเป็นลุงได้ขอไปเป็นบุตร นางแจ่ม มีบุตร 3 คน คือ คนที่ 1 ชื่ออ่อน เป็นพระยาชำนิบรรณาคม ซึ่งได้ถึงแก่กรรมแล้ว เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2477 คนที่ 2 ชื่ออั้น เป็นหลวงวิศาลดรุณกร คนที่ 3 ชื่ออั๋น เป็นครูใหญ่โรงเรียนวัดพระเชตุพน ได้ถึงแก่กรรมเสียแต่ยังหนุ่ม นายอั้น ได้เรียนหนังสือไทยกับหมื่นบำรุงนาวาที่บ้าน แล้วไปเรียนภาษาบาลีกับพระอาจารย์เม่น ที่วัดสระเกศ ภายหลังไปเรียนกับอาจารย์ทาที่วัดคฤหบดี แล้วย้ายมาอยู่กับหม่อมเจ้าพระศรีสุคตคัตยานุวัตร (หม่อมเจ้าพร้อมลดาวัลย์) ที่วัดเทพศิรินทราวาศจนอายุได้ 14 ปี จึงได้กลับมาอยู่บ้าน แล้วเข้าเรียนภาษาไทยที่โรงเรียนสาย สวลีสัณฐาคาร ของพระอัครชายาเธอจนสอบไล่ได้ประโยค 2 แล้ว จึงเข้าเรียนโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2444 สอบไล่ได้วิชาครูประถมชั้นสูง (ป.ป.พ.) เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2445 สอบไล่ได้คะแนนร้อยละ 97 เป็นที่ 1 รัฐบาลจึงให้รางวัลในการสอบไล่ได้ที่ 1 ครั้งนี้ เป็นจำนวนเงิน 1 ชั่ง แล้วได้เป็นครูในโรงเรียนสายสวลีสัณฐาคาร เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2446 ย้ายไปเป็นครูโรงเรียนราชบูรณะ เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2446 เมื่อวันที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2452 ได้ย้ายไปเป็นผู้ช่วยธรรมการมณฑลนครชัยศรี และครูใหญ่โรงเรียนปฐมวิทยาลัย (ครูใหญ่คนแรก) วันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2454 ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็นที่ขุนวิศาลดรุณกร ถือศักดินา 500 ไร่ วันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2454 ได้รับอนุญาตให้เป็นพลเสือป่า ทำการในตำแหน่งผู้บังคับหมู่ 1 กองรักษาดินแดนตะวันตก 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2456 ได้กราบทูลลาอุปสมบทที่วัดอรุณราชวราราม อำเภอบางกอกใหญ่ จังหวัดธนบุรี เป็นระยะเวลา 4 เดือน 26 มิถุนายน พ.ศ. 2457 ได้เป็นเสือป่ารับใช้ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 วันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2459 ได้รับยศเป็นรองอำมาตย์เอกและบรรณาศักดิ์เป็นหลวงวิศาลดรุณกร ถือศักดินา 700 ไร่ พ.ศ. 2461 กระทรวงศึกษาธิการส่งให้ไปเป็นครูฝึกสอนวิชามวยไทยที่ห้องพลศึกษากลาง (ด้วยเหตุท่านได้ศึกษาวิชามวยไทยแต่สำนักพระชัยโชคชกชนะ และวิชากระบี่กระบองจากสำนักขุนยี่สารสรรพยากรณ์ครูแสงดาบ มีความรู้ในวิชานี้ดี) เมื่อต้นปี พ.ศ. 2463 พระเทวโลก (โนรี เศษโชติ) โหรหลวงได้ผูกดวงชาตา และพยากรณ์ว่าอีก 2 เดือน จะป่วยมาก พอล่วงไปได้ 2 เดือนก็ป่วยมากจริง ดังนั้น เมื่อหายป่วยแล้ว จึงเกิดศรัทธาไปขอเรียนวิชาโหราศาสตร์กับพระเทวโลก ๆ 1 สิงหาคม พ.ศ 2476 เริ่มป่วยกระเสาะกระแสะจึงได้มารักษาตัวอยู่ที่บ้านนครปฐม ครั้นมีชีวิตชอบศึกษาวิปัสนากรรมฐานและมีงานเขียนธรรมะเป็นจำนวนมาก ครั้นเมื่อ 1 มกราคม พ.ศ. 2492 ได้ป่วยเป็นโรคหัวใจ ในระหว่างที่ป่วยได้ประพันธ์คำสวดมนต์ในบทสวด 12 ตำนานเป็นคำฉันท์และคำกาพย์ กับเชิญเทวดานพเคราะห์ พร้อมทั้งคำบวงสรวง เป็นครั้งสุดท้ายในชีวิต สั่งไว้ให้พิมพ์แจกในการศพของท่าน ดังนั้น เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2493 เวลาย่ำรุ่งกับ 23 นาที ก็ได้ถึงแก่กรรมไปด้วยอาการสงบ ณ บ้านเลขที่ 11 ถนนราชวิถี ตำบลสนามจันทร์ จังหวัดนครปฐม ศิริชนมายุได้ 65 ปี 11 เดือน กับ 11 วัน หลวงวิศาลดรุณกร มีบุตร 2 คน ธิดา 7 คน บุตร 2 คน คือ น.ท.วราวุธ สาริกบุตร ร.น. น.ต. พิชัย สาริกบุตร ได้ถึงแก่กรรมเสียในคราวที่ ร.ล.สมุย ถูกระเบิด เมื่อมหาสงครามครั้งที่ 2 ยังเหลือแต่ธิดาครบถ้วนบริบูรณ์ เขียนเมื่อวันที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2494 ศิลปะและวัฒนธรรมชุมชนสิตาราม 1. คณะละครทองหล่อ(จูวงษ์) ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 255 ชุมชนสิตาราม เริ่มก่อตั้งโดยนายรุ่ง และ นางเข่ง จูวงษ์ ผู้เป็นบิดา-มารดาของนางบุญล้อม จูวงษ์ (ภรรยาของนายทองหล่อ) ภายหลังนายทองหล่อ และนางบุญล้อม จูวงษ์เสียชีวิต ทายาท ได้แก่ นางจินตนา สร้อยกลิ่น ผู้เป็นบุตรสาวรับสืบทอดเจตนารมณ์ด้านการละคร ลิเก การทำขวัญนาค และวงดนตรีกลองยาว ปี่พาทย์ จนกระทั่งถึงปัจจุบัน 2. คณะตาฮวด แสดงโขน ,ตลกสีหมึก คณะละคร “นายฮวด จุยประเสริฐ” ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 277 ก่อตั้งโดยนายฮวด จุยประเสริฐ ภายหลังนายฮวดเสียชีวิต ทายาทนายฮวด จึงสานต่อเจตจารมณ์จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ข้อมูลโครงการบ้านมั่นคงชุมชนสิตาราม สภาพทั่วไป ที่ตั้ง : ถนนจักรพรรดิพงษ์ แขวงคลองมหานาค เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร อาณาเขตติดต่อ -ทิศเหนือ : ถนนดำรงรักษ์ -ทิศใต้ : ถนนหลานหลวง -ทิศตะวันออก : ถนนจักรพรรดิพงษ์ -ทิศตะวันตก : โรงเรียนวัดสิตาราม ขนาดที่ดิน : 1 ไร่ 3 งาน 60 ตารางวา ด้านประชากรและเศรษฐกิจ หลังคาเรือน : 65 หลังคาเรือน ประชากร : 143 คน อาชีพ : ค้าขาย, รับจ้าง, รับราชการ ด้านสังคม ประวัติชุมชน : ชุมชนสิตาราม ตั้งอยู่บนถนนจักรพรรดิพงษ์ บริเวณสี่แยกหลานหลวง แขวงคลองมหานาค เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร เป็นชุมชนที่ตั้งอยู่ในที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ พื้นที่1 ไร่ 3 งาน 94 ตารางวา มีสมาชิกในชุมชน 65 หลังคาเรือน อดีตเป็นชุมชนที่มีชื่อเสียงด้านลิเก ละครรำ เป็นชุมชนที่อยู่ในย่านเมืองเก่าของกรุงเทพมหานครฯ มีประวัติความเป็นมาของชุมชนไม่ต่ำกว่า 60 ปี ปัจจุบันชุมชนมีการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์และเข้าร่วมกับโครงการบ้านมั่นคง ซึ่งมีแนวทางการปรับปรุงชุมชนและซ่อมแซมที่อยู่อาศัยในที่ดินเดิม โดยกระบวนการการมีส่วนร่วม การมีส่วนร่วมของชุมชน ชุมชนร่วมกันจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม 2550 โดยปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 42 ราย มียอดออมรวมเงินออมทรัพย์ของกลุ่มจำนวน 111,258 บาท มีวัตถุประสงค์การตั้งกลุ่มออมทรัพย์แบ่งเป็น 2 ด้าน คือ 1. ร่วมกันออมสมทบเพื่อเป็นหลักประกันของชุมชนในการขอสินเชื่อจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย 2. ร่วมกันออมเรือนหุ้นเพื่อจัดสวัสดิการเงินกู้ให้กับสมาชิกที่มีความเดือดร้อน สำหรับช่วยเหลือกันแก้ไขปัญหาของสมาชิกและเป็นทุนหมุนเวียนภายในของชุมชนเพื่อการประกอบอาชีพ การพัฒนาที่อยู่อาศัย สภาพบ้านเรือนมีลักษณะทรุดโทรมบางส่วน และบางส่วนมีการปลูกรุกล้ำแนวทางเดินหลังตึกแถว ทำให้ ไม่มีเส้นทางเข้า-ออก สัญจรเพื่อใช้หนีไฟยามเกิดอัคคีภัย กลุ่มออมทรัพย์ชุมชนสิตารามได้ยื่นเสนอของบประมาณสินเชื่อจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) แต่เนื่องจากสมาชิกที่ต้องการปรับปรุงบ้านส่วนใหญ่ใช้งบประมาณของตนเองในการปรับปรุงบ้าน ทำให้ยอดเงินเสนอสินเชื่อมีจำนวนน้อย ทางกลุ่มออมทรัพย์ชุมชนสิตารามจึงมีมติ ให้นำเงินอุดหนุนเพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยจำนวน 260,000 บาท มาเป็นเงินตั้งต้นในการให้สมาชิกกลุ่มออมทรัพย์ที่มีความประสงค์จะปรับปรุงบ้านกู้ โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 4 % ให้กับกลุ่มออมทรัพย์แทน เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเสียค่าดอกเบี้ยให้กับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) อีกทั้งยังสามารถทำให้สมาชิกที่เป็นผู้เช่าตรงในส่วนอาคารตึกแถวสามารถเข้าถึงสินเชื่อ ซึ่งจากเดิมที่เงินสินเชื่อของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ไม่ได้ครอบคลุมในส่วนของผู้เช่าตรงในส่วนอาคารตึกแถว การพัฒนาระบบสาธารณูปโภค จากปัญหาที่ระบบสาธารณูปโภคเสื่อมโทรม และไม่มีเส้นทางเข้า-ออก สัญจรเพื่อใช้หนีไฟยามเกิดอัคคีภัย สมาชิกมีการจัดประชุมเพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาชุมชนในการเปิดพื้นที่ทางเดินหลังตึกแถวเพื่อเชื่อมต่อกับโพรงตึกเพื่อใช้เป็นทางหนีไฟ โดยมีข้อตกลงเป็นมติร่วมกันว่าจะคืนพื้นที่ที่ตนรุกล้ำทางสาธารณะหลังตึกแถวเพื่อเปิดทางหนีไฟ โดยได้การสนับสนุนงบประมาณเพื่อการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค จำนวน 774,770 บาท จากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)
3 ปี
0
15
ข้อมูลชุมชนวัดสุนทรธรรมทาน (ชุมชนวัดแค นางเลิ้ง) ประวัติชุมชนวัดสุนทรธรรมทาน เมื่อกล่าวถึงชุมชนวัดสุนทรธรรมทาน คนส่วนใหญ่ต้องนึกถึงวัดสุนทรธรรมทานซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดที่แท้จริงของชุมชน โดยวัดสุนทรธรรมทานเป็นวัดราษฎร์ มีชื่อเรียกเดิม 2 ชื่อคือ วัดแค และ วัดสนามกระบือ ทั้งนี้ ที่มาของชื่อ วัดแค สันนิษฐานว่า เพี้ยนมาจากคำว่า วัดแค่ ซึ่งแปลว่า วัดใกล้ ๆ ตามสำเนียงพูดของคนปักษ์ใต้ที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้ ส่วนชื่อ วัดสนามกระบือ เพราะวัดตั้งอยู่ในบริเวณที่เรียกกันว่า ตำบลสนามกระบือ ในสมัยรัชกาลที่ 3 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานที่ดินบริเวณนี้ให้เป็นที่ตั้งบ้านเรือนของชาวไทยและชาวมุสลิม ซึ่งอพยพมาจากภาคใต้ มีตำนานว่า พระยาจ่าแสนยากร ได้พบพระพุทธรูปจมอยู่ใต้น้ำที่ตำบลบางคอแหลม จึงอุทิศบ้านให้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูป และได้สร้างเป็นวัด ขึ้นในเวลาต่อมาพระยาสมบัติยาภิบาล ได้ถวายบ้านและที่ดินให้วัดเพิ่มเติม ซึ่งในสมัยรัชกาลที่ 4 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นสุนทรธิบดี พระราชโอรสในรัชกาลที่ 3 และ พระธรรมทานาจารย์ เจ้าอาวาส วัดสระเกศวรมหาวิหาร ร่วมกันบูรณปฏิสังขรณ์วัด และได้รับพระราชทานนามใหม่ จากการนำพระนามของทั้งสองท่านมารวมกัน เป็น “วัดสุนทรธรรมทาน” พระอุโบสถมีลักษณะเป็นสถาปัตยกรรมทรงไทย มีชานกำแพงแก้วล้อมรอบ หลังคาลด 3 ชั้น บานประตูหน้าต่างแกะสลักลงรักปิดทอง จนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการก่อสร้างตลาดใหญ่แห่งใหม่ของพระนคร ซึ่งประกอบด้วยกิจการการค้าที่สำคัญ ได้แก่ ร้านค้า ตลาดสด โรงหนัง และโรงบ่อน โดยมีความเจริญรุ่งเรืองมากกว่า 100 ปี โดยพื้นที่ดังกล่าวในอดีตเป็นถิ่นพำนักของเชลยสงครามชาวเขมรอพยพมาตั้งบ้านเรือน ประกอบอาชีพปั้นเครื่องปั้นดินเผา/โอ่ง และเปลี่ยนชื่อเป็นอีเลิ้งหรือนางเลิ้ง ( กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เป็นคนออกแบบตราอีเลิ้ง เพื่อพรมน้ำมนต์ในพิธีกรรมต่างๆ) ปัจจุบัน คนไทยเชื้อสายจีนอยู่อาศัยเป็นส่วนใหญ่ ทำอาชีพค้าขาย ทำอาหาร เป็นผู้สูงอายุ ปัจจุบันตลาดนางเลิ้ง ไม่รุ่งเรืองเช่นในอดีต อาคารและที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ การสัญจรเดินทาง 1. รถรางตั้งแต่พ.ศ.2436 ยกเลิกในปี 2511 วิ่งผ่านเทเวศร์ สนามนางเลิ้ง เลี้ยวขวาสู่ถนนนครสวรรค์ เข้าถนนจักรพรรดิพงษ์ ผ่านวรจักร สำเพ็ง ปากคลองตลาด ท่าเตียน ค่าโดยสารชั้น 1 มีเบาะนั่ง 50 สตางค์ ชั้น 2 ราคา 25 สตางค์ 2. รถเจ๊ก (รถลาก) คนจีนจะเป็นคนลาก ราคาขึ้นอยู่กับระยะทาง 3. รถสามล้อ คนไทยจะเป็นคนถีบ ราคาขึ้นอยู่กับระยะทาง 4. รถเมล์แดง ปัจจุบันเป็นสาย 53 5. รถเมล์ขาว ของบริษัทนายเลิศ ปัจจุบันเป็นสาย 2 (นายเลิศ มีบริษัทที่ทำน้ำแข็งรายแรกของประเทศไทย) 6. รถเมล์สีเขียว ของนายพีระ ปัจจุบันเป็นสาย 5 7. รถเมล์สีโกโก้ ปัจจุบันเป็นสาย 49 สถานที่สำคัญ สถานที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับชุมชนวัดสุนทรธรรมทาน ได้แก่ 1. วัดสุนทรธรรมทาน มีหลวงปู่ธูป, หลวงปู่บารมี เป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชน ไว้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา, แหล่งทำกิจกรรมของชุมชน และหลังวัดเป็นบ้านท่าหัวโขน 2. บ้านนราศิลป์ แหล่งผลิตหัวโขนที่สำคัญของประเทศไทย (บ้านพี่ปู) 3. วังวรดิษฐ์ เป็นวังของเจ้าพระยากรมดำรงราชานุภาพ 4. โรงหนังนางเลิ้ง เป็นโรงภาพยนตร์อาคารไม้ 2 ชั้น เริ่มทำการเปิดฉายภาพยนตร์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2461 และฉายครั้งสุดท้ายเมื่อปี พ.ศ. 2536 รวมระยะเวลาของการเป็นแหล่งบันเทิงของคนนางเลิ้งนานเลิ้งนานถึง 75 ปี ปัจจุบันได้ปิดกิจการลงแล้วและใช้เป็นโกดังเก็บของเก่า มีสภาพทรุดโทรมมาก โดยตลาดนางเลิ้ง สร้างขึ้นตั้งแต่สมัย ร.5 เมื่อ 29 มี.ค.2442 (ร.ศ.118) อายุเก่าแก่กว่าร้อยปี เป็นแหล่งรวมอาหาร,ขนมอร่อย เช่นทองหยิบ,ทองหยอด, ก๋วยเตี๋ยวผัดไท, ไส้กรอกปลาแหนม, สาคูไส้หมู ก่อนสร้างตลาดนางเลิ้งจะมีตลาด (ใกล้โรงฝิ่น) หมูสามชั้น ไอ้ตอกร้อย (คนรวยกินหมู คนจนกินปูเค็ม) พิธีกรรมที่สำคัญ พิธีกรรมที่สำคัญของชุมชนวัดสุนทรธรรมทาน ได้แก่ เป็นพิธีกรรมโบราณจัดพิธีอัฐิบูชา(ถวายพระเพลิงองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า การแสดงโขน,พลุตะโล, ถวายพระเพลิงโลงศพ ,รูปปั้นพระโมคคัลลานะกับพระสารีบุตร การละเล่น การละเล่นที่สำคัญ ได้แก่ โขนชักรอก, โขนนั่งราว, รำชักชาตรี (นั่งไม้กระบอก) แหล่งท่องเที่ยว 1. ตลาดนางเลิ้ง อายุกว่าร้อยปี 2.โรงหนังเฉลิมธานี อายุกว่าร้อยปี 3. ชุมชนบ้านนาฏศิลป์ ริมถนนหลานหลวง/บ้านนราศิลป์ (รับปักและทำชุดละครโขนรุ่นสุดท้าย 4. บ้านตาพูน (เริงนนท์) อดีตนางละครเก่า, ตำนานนางในเขมร) ละครชาตรี 5. บ้านดอกดิน โรงเรียนเจิรญศึกษา อายุกว่า 8 0ปี 6. บ้านเต้นรำ (ร้านกรอบรูป/ขายขวด) 7. บ้านไทย/ตึกแถว แหล่งทำหัวโขน (ไม่สาธิต,ไม่โชว์) ส่งแหล่งผลิตที่สำคัญ 8. นางเลิ้งอาร์ต ทำกรอปรูปล็อกเก็ตคน 9. โรงแรมนครสวรรค์ สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2ปัจจุบันเป็นห้องให้เช่า 10. ตรอกสะพานขาว (หญิงงามเมือง) ที่มาของนักเลงคุมตรอก สัญลักษณ์มีโคมเขียว วิธีตีทะเบียน สักรูปหมา สักท้องมือรูปหน้าหมา จะมีบัญชีทาส เช่นหมายเลขต่างๆ พญาเทครัว จะมีสาวๆคอยเป็นหูเป็นตาทุกหัวเมือง 11. แหล่งการพนันที่ขึ้นชื่อ เช่นสนามมวย สนามม้า ไพ่ตอง สนุกเกอร์ สถาบันการศึกษา 1. โรงเรียนประเสริฐ (เปิดสอนตั้งแต่ ป.1-ป.6) เลิกกิจการปี 2520 เนื่องจากไม่มีคนเรียน 2. โรงเรียนอนุบาลทองดี (เปิดสอนระดับอนุบาล)เลิกกิจการปี 2500 เนื่องจากไม่มีคนเรียน 3. โรงเรียนเจริญศึกษา (เปิดสอนภาษาจีน) สมัยก่อนอยู่แถวถนนกรุงเกษม ปัจจุบันเป็น โรงงานน้ำตาล และย้ายมาอยู่ที่ถนนนครสวรรค์ ตั้งแต่ปี 2500 เนื่องจากไม่มีคนเรียน 4. โรงเรียนไทยประสาทวิทยา เดิมชื่อโรงเรียนนาคกธน (หนังสือมอญ) เป็นโรงเรียนชายล้วน (เกรียงไกร, มิตร เคยเรียนที่นี่) บุคคลที่สำคัญ 1. มิตร ชัยบัญชา เป็นชาวจังหวัดเพชรบุรี แม่มาอาศัยอยู่ที่นางเลิ้ง จึงย้ายตามเข้ามาอยู่ 2. วงศ์เดือน ภูมิรัตน์ นางสาวสยามคนที่ 3 ของประเทศไทย ปี2479...วงเดือน ภูมิรัตน์เป็นบุตรี พระพิชัยบุรินทรา (สอาด ภูมิรัตน์) ผู้เคยเป็นเจ้าเมือง พระประแดงและเมืองสมุทรสาครและ คุณนายเล็ก ภูมิรัตน์ สำเร็จการศึกษาชั้น ประถมที่โรงเรียนสตรีประจำจังหวัดสมุทรสาครต่อมาได้ศึกษาความรู้ด้านการ เรือน เช่นการจัดดอกไม้การจัดโต๊ะอาหารทางไปรษณีย์ที่โรงเรียนภาณุทัต และเคยอาศัยในชุมชนวัดสุนทรธรรมทาน ปัจจุบันบ้านไม่มีคนอยู่ศัยและ ขายต่อให้คนอื่นแล้ว 3. ดอกดิน กัลยามาลย์ อยู่แถวหลานหลวง 4. เกรียงไกร โลหะชาละ ที่ปรึกษาสนง.ทรัพย์สินฯ 5. พลเอกอาทิตย์ กำลังเอก อยู่วัดโสม 6. ทูน ทองใจ ศิลปินแห่งชาติ ด้านเพลงลูกทุ่ง 7. นายทองใบ เรืองนนท์ (พ.ศ. 2469 - พ.ศ. 2550) ผู้ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง ( ละครชาตรี ) เมื่อพ.ศ. 2540 นายทองใบ เรืองนนท์ เกิดเมื่อ พ.ศ. 2469 ที่บ้านถนนหลานหลวง ( ปัจจุบัน คือ บ้านเลขที่ 193 ถนนหลานหลวง ตำบลวัดโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ ) เป็นบุตรของ ครูพูน เรืองนนท์ ที่เกิดกับ นางเชื้อ เรืองนนท์ มีพี่น้องร่วมมารดาเดียวกัน ประวัติคณะครูพูน เรืองนนท์ (บ้านเลขที่ 193 ถนนหลานหลวง) จากคำบอกเล่าของป้ากัญญา ทิพโยสถ (หลานตาครูพูนสายยายแพน) ประวัติโดยย่อคณะครูพูน เรืองนนท์ ครูพูน เรืองนนท์ เจ้าสำนักใหญ่ได้เชื้อสายละครชาตรีที่สืบทอดมาจาก พระศรีชุมพล (ฉิม) ผู้มีศักดิ์เป็นบิดาของปู่ทวด ซึ่งท่านได้รับราชการในสำนักเมืองนครศรีธรรมราช หากมีความสามารถปราดเปรื่องเรื่องละครชาตรี ถึงกับที่มีสมญานามคณะว่า “ละครเรือเร่” หรือ “ละครเรือลอย” เหตุด้วยมีลูกหลานมาก ละครหลากคณะ ประกอบกับฝนแล้งข้าวยากหมากแพง นักแสดงจึงอพยพย้ายตามกองทัพแห่งพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค) มาฝากชีวิตอยู่ที่บางกอกนอกกำแพงเมือง ตั้งเครื่องเล่นร้องอยู่บริเวณ “สนามกระบือ (สนามควาย)” ถือเป็นชุมชนคนละครชาตรีมีชื่อมาแต่ครั้งยังรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ เมื่อราว พ.ศ.2375 ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 3 ตามต่อจาก พ.ศ. 2312 ครั้งสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงมีพระปรีชาอาสาปราบจับตัวเจ้านครฯ คนละครก็ตามขึ้นมาครั้งหนึ่ง อีกซึ่งเมื่องานฉลองพระแก้วมรกต จดบันทึกว่าเป็นปี พ.ศ.2323 องค์ปฐมกษัตริย์ ก็ทรงโปรดให้จัดละครชาตรี มาเป็นที่ครื้นเครงสมโภชถวาย ครูทองใบ ได้สืบวิชามาจากครูพูน ผู้บิดานายคณะละครชาตรีมีฝีมือ เป็นที่ยกย่อง เที่ยวท่องแสดงแก้บนจนเป็นที่เลื่องลือถือเป็นมาตรฐาน งานหาจึงมามิได้ขาด กระทั่งสังคมเปลี่ยนแปรไปตามการ งานละครชาตรีจึงเป็นที่ซบเซาเงียบเหงาหลงลืม เมื่อเมืองขยายกระจายออกนอกรอบรั้วกำแพงเมือง จาก “สนามควาย” ที่เคยได้ใช้เป็นที่เลี้ยงโคกระบือ ก็เปลี่ยนชื่อเป็น “ตำบลสนามกระบือ” ด้วยถือเป็นคำสุภาพ กระทั่งสร้างถนนพาดผ่าน ตำนานเก่าจึงเลือนหาย จาก สะพานผ่านฟ้าลีลาศ พาดขึงถึง สะพานยมราช พระบาสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานตำแหน่งแห่งที่ให้พระเจ้าหลานเธอ 6 พระองค์ ทรงปลูกสร้างเวียงวัง ตั้งขนาบ เป็นที่ทราบหมายรู้แต่ครั้งนั้นจวบวันนี้ที่ได้ชื่อว่า “ถนนหลานหลวง” คณะครูพูน เรืองนนท์ ประกอบด้วย ละคร หนังตลุง ลิเก พิณพาทย์ไทยมอญ ชีวิตสมรส ครูพูน เรืองนนท์ มีภรรยา 5 คน ทุกคนอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกันอย่างปกติสุข เนื่องจากครูพูนได้ให้ความสำคัญสำหรับภรรยาเท่าเทียมกัน โดยจัดสรรรายได้ที่ได้มาจากการจัดแสดงละคร หรือการออกงานแต่ละครั้งให้กับภรรยาทั้ง 5 คน เท่าเทียมกัน ภรรยาทั้ง 5 คน ประกอบด้วย นางแป้น, นางมอญ, นางเชื้อ, นางทองสุข และนางมณี มีรายละเอียดผังลำดับทายาทสายตรง ดังนี้ ประวัติสายยายแพนโดยย่อ ยายแพน (บุตรสาวคนโตของครูพูน เรืองนนท์) เกิดเมื่อปีพ.ศ. 2452 ได้รับการถ่ายทอดวิชาการละครจากครูพูน เมื่อยายแพนอายุ 11 ปี เริ่มเป็นนักร้องลูกทุ่งกับวงเริงนภา เพื่อนร่วมอาชีพ ได้แก่ ศรีหมึก ศรีเผือก ศรีไพร ศรีสุริยา พันจ่าเอกฉลองวุฒิไกร รายได้ในขณะนั้นประมาณ 31 บาท/คืน จนกระทั่งอายุ 18 ปี เริ่มเล่นละครครั้งแรกได้รับบทเป็นนราธิเบศร์ รายได้เริ่มต้น 20 บาท ต่อมาทางคณะละครครูพูน ได้รับการทาบทามว่าจ้างให้เดินทางไปแสดงละครที่ประเทศกัมพูชา สมัยนั้นใช้การโดยสารออกจากชุมชนโดยรถกระบะเล็ก เพื่อไปต่อเรืออีกต่อหนึ่งท่าเรือเดิมอยู่ที่วัดสระเกศ เริ่มเล่นละครครั้งแรกที่เขมรรับบทนางเอก ข้อมูลโครงการบ้านมั่นคงชุมชนวัดสุนทรธรรมทาน สภาพทั่วไป 1. ด้านกายภาพ ที่ตั้ง : บริเวณโดยรอบวัดสุนทรธรรมทาน ถ. หลานหลวง แขวงวัดโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร อาณาเขตติดต่อ ทิศเหนือ : ถนนนครสวรรค์ ทิศใต้ : ถนนหลานหลวง ทิศตะวันออก : ถนนพะเนียง ทิศตะวันตก : ถนนจักรพรรดิพงษ์ ขนาดที่ดิน : พื้นที่ 6 -1 -65 ไร่ 2. ด้านประชากรและเศรษฐกิจ หลังคาเรือน : 235 หลังคาเรือน จำนวนประชากร : 1,250 คน อาชีพ : พนักงานเอกชน,รับราชการ,รับจ้าง, ธุรกิจส่วนตัว, บริษัทห้างร้าน แนวทางการพัฒนา : ปรับปรุงในที่ดินเดิมและรื้อสร้างใหม่บางส่วน 3. ด้านสังคม ประวัติชุมชน : ชุมชนวัดสุนทรธรรมทานตั้งอยู่บริเวณเกาะกรุงชั้นนอกใกล้กับวัดสระเกศ และเป็นอีกชุมชนเก่า อีกหนึ่งชุมชนของเกาะกรุง แต่มีประวัติชัดเจนเมื่อสมัยรัชกาลที่ 3 พร้อมกับการตั้งวัดขึ้นคือวัดสุนทรธรรมทานซึ่งเป็นวัดของชาวบ้าน ต่อมาเมื่อมีการขยายกรุงในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นเหตุให้มีการขยายตัวและมีการเปลี่ยนแปลงเรื่อยมาตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป เช่น การสร้างวัง6วัง การขยายเมือง และถนนหลานหลวงในรัชกาลที่ 5 การเติบโตไปพร้อมกับย่านนางเลิ้ง ทำให้มีเจ้านาย และไพร่ฟ้าออกมาตั้งถิ่นฐานบริเวณย่านนี้เพิ่มมากขึ้น การมีส่วนร่วมของชุมชน ชุมชนร่วมกันจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ขึ้นเมื่อเดือนธันวาคม 2550 โดยปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 156 ราย มียอดออมรวมเงินออมทรัพย์ของกลุ่มจำนวน 936,730 บาท มีวัตถุประสงค์การตั้งกลุ่มออมทรัพย์แบ่งเป็น 2 ด้าน คือ 1. ร่วมกันออมสมทบเพื่อเป็นหลักประกันของชุมชนในการขอสินเชื่อจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย ซึ่งปัจจุบันได้รับการอนุมัติสินเชื่อจำนวน 2,713,908 บาท 2. ร่วมกันออมเรือนหุ้นเพื่อจัดสวัสดิการเงินกู้ให้กับสมาชิกที่มีความเดือดร้อน สำหรับช่วยเหลือกันแก้ไขปัญหาของสมาชิกและเป็นทุนหมุนเวียนภายในของชุมชนเพื่อการประกอบอาชีพ การพัฒนาที่อยู่อาศัย สภาพบ้านเรือนมีลักษณะทรุดโทรมบางส่วน และปลูกสร้างชิดกันเป็นส่วนใหญ่ กลุ่มออมทรัพย์ชุมชนวัดสุนทรธรรมทาน ได้ขออนุมัติงบประมาณจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ในการพัฒนาที่อยู่อาศัยแบ่งเป็น 1. งบประมาณสินเชื่อที่อยู่อาศัย จำนวน 2,713,908 บาท จำนวน 25 หลังคาเรือน 2. งบประมาณอุดหนุนเพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัย จำนวน 1,360,000 บาท จำนวน 68 หลังคาเรือน รวบงบประมาณที่ได้รับจำนวน 4,073,908 บาท การพัฒนาระบบสาธารณูปโภค จากปัญหาที่ระบบสาธารณูปโภคเสื่อมโทรมเช่น ผิวถนนแตก, ท่อระบายน้ำชำรุด, จำนวนดวงไฟมีไม่เพียงพอ เป็นต้น รวมถึงทางเดินบางส่วนด้านหลังตึกแถว เป็นทางตันไม่สามารถใช้เป็นทางหนีไฟได้ กลุ่มออมทรัพย์ชุมชนวัดสุนทรธรรมทานได้มีการเจรจาให้สมาชิกและชาวชุมชนเห็นความสำคัญของทางเดินสาธารณะและเพื่อความปลอดภัยของชุมชน สมาชิกบางส่วนที่ปรับปรุงบ้านจึงยอมเสียสละพื้นที่เช่าบางส่วน เพื่อก่อสร้างทางเดินภายในชุมชน โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อพัฒนาสาธารณูปโภคจำนวน 1,716,920 บาทจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน)
3 ปี
0
2
ประวัติชุมชนบ้านบาตร พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี เมื่อครั้งอดีตทรงเป็นทหารหลวงในสมัยอยุธยา มีพระราชประสงค์จะให้กรุงเทพฯเป็นราชธานีแห่งใหม่ เป็นศูนย์กลางอาณาจักร ด้วยเป็นเมืองอู่ข้าวอู่น้ำที่มั่งคั่งสมบูรณ์ไม่แพ้กรุงศรีอยุธยา ชาวบ้านที่อพยพมาจากกรุงเก่า และชาวบางกอกเดิม ต่างก็ต้องปรับตัวให้ตนอยู่รอดมากที่สุด ดังนั้นชุมชนเดิมที่รวมกลุ่มเป็นหมู่บ้านแบบเฉพาะถิ่น อาทิ กลุ่มชาวนา กลุ่มพ่อค้า กลุ่มชาวจีน ชาวญวน หรือแม้แต่กลุ่มอาชีพดั้งเดิมก็ถูกรื้อฟื้นให้มีขึ้น เช่นที่ถนนบำรุงเมืองหลังวัดสระเกศ ใกล้กับเมรุปูนมีซอยย่อยที่ตั้งใกล้กันอยู่ยาวทั่วทั้งถนน ในอดีตนั้นถนนแห่งนี้เคยเป็นแหล่งชุมชนคนทำกินอาชีพหนึ่ง ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับชาวบ้านได้ตลอดทั้งปี ย่านนี้เรียกกันว่า "บ้านบาตร" บ้านบาตรตั้งขึ้นในสมัยใดไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัด ประมาณกันว่า ชุมชนมีอายุยาวนานกว่าสองร้อยปี แหล่งที่มาของชาวบ้านบาตร จาก คำบอกเล่าว่า คนบ้านบาตรเดิมเป็นชาวกรุงศรีอยุธยา อพยพมาเมื่อครั้งเสียกรุงใน พ.ศ.2310 สันนิษฐานว่า บ้านบาตรอาจตั้งขึ้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดให้สถาปนากรุงเทพมหานครขึ้นเป็นราชธานีและขุดคลองรอบกรุงขึ้นในปี พ.ศ. 2326 ชาวบ้านบาตรจึงมาตั้งบ้านเรือนในละแวกนอกคลองตามที่อยู่ปัจจุบัน ยุคต้น การตั้งชุมชน: เมื่อสิ้นกรุงศรีอยุธยา ได้มีการตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ สมัยรัชกาลที่1 ชาวกรุงศรีอยุธยาบางส่วน และไพร่พลอื่นๆ ได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานในเขตพระนคร เริ่มต้นที่บริเวณเสาชิงช้า ก่อนที่จะเคลื่อนย้ายมาที่ชุมชนบริเวณปัจจุบัน เนื่องจากสภาพพื้นที่บริเวณนั้น จะอยู่ติดกับคลองโอ่งอ่าง เป็นดินเหนียว เป็นบ้านไม้ยกใต้ถุนสูง มีการขุดบ่อน้ำในแต่ละบ้านเพื่อใช้ทำบาตร คนในชุมชนจะประกอบอาชีพรับราชการในวัง, รับจ้าง, หมอยาแผนโบราณ มีตระกูลที่สำคัญดังนี้ (ตระกูลชมานุช, ตระกูลศิลปิกุล, ตระกูลถาวร, ตระกูลเสือสีเสริม, ตระกูลสายรัดเทพ, ตระกูลกันกำไร, ตระกูลธรรมบุศดี, ตระกูลพูลชั้น, ตระกูลสุดดิษฐ์, ตระกูลเอกโกมล, ตระกูลมวล,ตระกูล พราหมณายนต์,ตระกูลสุดสายเนตร, ตระกูลตำนานทอง,ตระกูลสรโชค,ตระกูลมลิวัลย์) ยุคกลาง ลักษณะสิ่งปลูกสร้าง: เป็นบ้านไม้ยกใต้ถุนสูงเหมือนยุคต้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลงสิ่งปลูกสร้างมากนัก การสัญจร: จะใช้ทางเรือเป็นหลัก สภาพการค้าขายจะอยู่บริเวณคลองโอ่งอ่าง เนื่องจากมีเรือขนสินค้าเข้ามาขายบริเวณริมคลอง หลักจากมีการตัดถนนรอบชุมชน เพื่อให้รถรางวิ่งโดยสาร ซึ่งเป็นของแปลกใหม่ เด็กๆ ในชุมชนจะเอาเศษแก้วขวดน้ำมะเน็ต (น้ำอัดลม) ไปให้รถรางทับ เพื่อมาทำเป็นป่านเล่นว่าว ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเล่นที่สนามหลวง ตลาดของชุมชน ตลาดสำราญราษร์ (ประตูผี) ตลาดวรจักร เป็นตลาดสดที่คนในชุมชนจะไปจับจ่ายซื้อของ สถานที่สำคัญใกล้เคียง: ชุมชนอยู่ใกล้กรมป่าไม้ ซึ่งจะมีก๊อกน้ำแห่งแรก ทำให้เกิดอาชีพรับจ้างหาบน้ำ และบริเวณกรมป่าไม้จะอยู่ใกล้กับตรอกรถม้า,ตรอกรถเจ๊ก ซึ่งเป็นแหล่งที่คนจีนมาพำนักอยู่ และรับจ้างลากรถเจ๊ก และชุมชนจะอยู่ติดกับสะพานบ้านดอกไม้ (เป็นแหล่งขายดอกไม้ไฟแห่งแรกของประเทศ ชื่อร้านปานจินดา และร้านตะกร้อหวายตาแดง บริเวณถนนบริพัตรในปัจจุบัน) บุคคลสำคัญ หลวงประดิษฐ์ไพเราะ เป็นนักดนตรีไทย (ระนาดเอก) รับราชการในกรมวังบูรพา สมัย ร.5 บ้านของท่านเดิมเรียกว่า วังบ้านบาตร ซึ่งท่านจะเปิดบ้านสอนนาฏศิลป์เด็กๆ ในชุมชน และเป็นแหล่งกำเนิดศิลปินแห่งชาติหลายๆ ท่านในปัจจุบัน บ้านคุณปู่ ต้นตระกูลศิลปิกุล รับราชการในกรมราชมรรณ (กรมราชทัณฑ์) ทายาทของตระกูลมีความเกี่ยวข้องกับภูมิหลังของประธานองค์มนตรี (พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เนื่องจากคุณพ่อของพล.อ.เปรมฯ เป็นเพื่อนกับหลวงบรรณสิทธิ์ฯ (นายอดุล ศิลปะกุล) เจ้าของบ้านเลขที่ 2 ซึ่งพล.อ.เปรมฯ มาอาศัยพำนักระหว่างเรียนหนังสือที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย 2 ปี ยุคปลาย ตั้งแต่ ปี 2490 เนื่องจากเป็นปีที่ในหลวงทรงผนวช และมีคนบวชทั้งประเทศ ทำให้เป็นยุคทองของการทำบาตร ขนาดบาตร 7 นิ้ว เป็นที่นิยม ทำให้คนในชุมชนประมาณ 80% ประกอบอาชีพทำบาตร และมีคนในวังมาสั่งทำบาตรเพื่อถวายในหลวง ปี 2513 กรมศาสนาได้มีการอนุญาตให้ภิกษุใช้บาตรปั๊มได้ ทำให้เกิดผลกระทบกับบาตรทำมือของชุมชนบ้านบาตร ทำให้การทำบาตรของชุมชนเริ่มซบเซาลง คนในชุมชนเลิกทำบาตร เปลี่ยนอาชีพไปทำอย่างอื่น เหลือบ้านที่ยังคงยึดอาชีพทำบาตรประมาณ 5 หลัง ซึ่งได้มีการพัฒนาการทำบาตรเพิ่มลวดลาย เป็นของที่ระลึก มีการประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ทางเว็บไซต์มากขึ้น และเกิดไฟไหม้ครั้งสุดท้ายในชุมชน ที่ร้านปานจินดา ทำให้ต้องเลิกกิจการค้าดอกไม้ไฟ ในปี 2527 สิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นในชุมชนบ้านบาตร - รวบรวมความรู้ของชุมชน (พิพิธภัณฑ์ของชุมชน) - มีการสืบสานถ่ายทอดการทำบาตรไปยังผู้ที่สนใจ - การจัดถนนคนเดิม เพื่อย้อนวิถีชีวิตในอดีต สรุปข้อมูลชุมชนบ้านบาตร ประวัติความเป็นมาชุมชนบ้านบาตร ชุมชนบ้านบาตรตั้งขึ้นในสมัยใดนั้น ยังไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด ประมาณกันว่าชุมชนแห่งนี้มีอายุมากกว่า 200 ปี ซึ่งประวัติแหล่งที่มาของชุมชนบ้านบาตรมีการบอกเล่าแตกต่างกันออกไป แต่ส่วนมากเข้าใจและเชื่อถือกันต่อมาก็คือ ชาวบ้านบาตรเป็นคนกรุงศรีอยุธยาที่อพยพ มาครั้งเสียกรุงในปี พ.ศ. 2310 สันนิษฐานว่า บ้านบาตรอาจตั้งขึ้นเมื่อพระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงสถาปนากรุงเทพมหานครเป็นราชธานี แล้วขุดคลองรอบกรุงขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2326 ชาวกรุงศรีอยุธยาที่อพยพมา จึงมาตั้งบ้านเมืองในละแวกนอกคลองตามที่อยู่ ในปัจจุบัน และประกอบอาชีพทำบาตรพระ จนได้ชื่อว่าชุมชน “บ้านบาตร” มาตั้งแต่ครั้งกระนั้น วิถีในชุมชนแห่งนี้เป็นที่กล่าวขานมานานแล้วถึงเอกลักษณ์ฝีมือการทำบาตรพระ ที่มี รอยตะเข็บ 8 ชิ้น อันมีความสัมพันธ์ทางพุทธประวัติ ที่ชาวชุมชนบ้านบาตรยังคงอนุรักษ์ การทำบาตรด้วยวิธีแบบดั้งเดิมอยู่ ปี พ.ศ. 2514 ชาวชุมชนบ้านบาตรต้องประสบปัญหาโรงงานผลิตบาตรปั๊มมาตีตลาด ด้วยราคาที่ถูกกว่าและน้ำหนักบาตรที่เบากว่าสะดวกแก่การบิณฑบาตของพระ ยอดการผลิตบาตรทำมือของชาวชุมชนบ้านบาตรจึงเกิดการชะลอตัว บางครอบครัวเปลี่ยนวิถีชีวิตจากการผลิตบาตรทำมือส่งขายตามร้านสังฆภัณฑ์ย่านเสาชิงช้า หรือมีคำสั่งซื้อจากพระตามวัดต่างๆ เช่น วัดโศการาม เป็นต้น จนกระทั่งปี พ.ศ. 2544 สำนักงานเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย มีการพลิกฟื้นตำนานการทำบาตรพระที่ถูกต้องตามพระวินัย คือ บาตรเหล็กทำมือ โดยไม่มีเครื่องจักรกลใดๆ เข้ามาเกี่ยวข้องของชุมชนบ้านบาตรขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ในวันนี้ แม้ชุมชนบ้านบาตรเหลือครอบครัวที่ผลิตบาตรอยู่ไม่กี่ครอบครัวเท่านั้น แต่เสียงตีบาตรยังคงกังวานอยู่ในชุมชนบ้านบาตร ทำให้ผู้คนที่ผ่านไปมายังรู้สึกว่า ชุมชนบ้านบาตรนี้เป็นชุมชนที่ยังมีชีวิตอยู่ มิได้สูญสิ้นไปจากกรุงเทพมหานคร บ้านท่านเจ้าคุณบรรณสิทธิ์ (อดุง ศิลปิกุล) บ้านเลขที่ 2 อดีตเจ้ากรมราชทัณฑ์ (ผู้ที่คุมนักโทษการเมืองไปเกาะตะรุเตา) เป็นเพื่อนกับบิดา ฯพณฯพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ แต่เดิม พระยาบรรณสิทธิ์ อดีตอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ท่านได้เดินทางไปปฏิบัติราชการทางใต้ของประเทศ และได้อุปการะฯพณฯท่านพลเอกเปรม ให้เข้ามาศึกษาในโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า โดยเข้ามาอาศัยอยู่ ณ ชุมชนบ้านบาตร (ห้อง ที่พักอาศัยชื่อว่า “ห้องพิกุล” ซึ่งเป็นห้องที่พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เคยมาอาศัยอยู่สมัยที่มาเรียนโรงเรียนนายร้อย) ในเวลานั้น (ไม่ทราบระยะเวลาที่แน่นอน เนื่องจากฯพณฯท่านพลเอกเปรมเพียงเข้ามาศึกษา ชาวชุมชนจึงไม่ได้ทำความรู้จักมากนัก) ภายหลังได้ย้ายออกไปอาศัยอยู่ภายนอกชุมชน และพระยาบรรณสิทธิ์ได้ขายสิทธิการเช่าให้กับครอบครัวของคุณเล็ก สรโชติในเวลาต่อมา จนกระทั่ง กลางปีพ.ศ. 2551 ฯพณฯท่านพลเอกเปรม ได้เข้ามาเยี่ยมชุมชนบ้านบาตร และได้ถามไถ่ถึงคนรู้จัก และทายาทของพระยาบรรณสิทธิ์ ชาวชุมชนจึงได้รับทราบว่าฯพณฯท่านพลเอกเปรม ได้เคยอาศัยในชุมชนบ้านบาตร ข้อมูลทั่วไป ๑. ด้านกายภาพ ที่ตั้ง : ซอยบ้านบาตร ถ. บำรุงเมืองและถนนบริพัตร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร ปัจจุบันชุมชนบ้านบาตรตั้งอยู่บนถนนบริพัตร ใกล้สะพานพระสมมตอมรมารค ติดคลอง “โอ่งอ่าง” เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร มีเนื้อที่ประมาณ 4 ไร่ 37 งาน ที่ดินเป็นของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ อาณาเขตติดต่อ ทิศเหนือ : ถนนบำรุงเมือง ทิศใต้ : ถัดจากถนนหลานหลวง ทิศตะวันออก : ถนนวรจักร ทิศตะวันตก : ถนนบริพัตร ขนาดที่ดิน : 3-2-91 ไร่ ๒. ด้านประชากรและเศรษฐกิจ หลังคาเรือน : 88 หลังคาเรือน ประชากร : 473 คน ชาย หญิง ศาสนา การศึกษา อาชีพ : ค้าขาย, รับจ้าง, รับราชการ ๓. ด้านสังคม ประวัติชุมชน : ชุมชนบ้านบาตรตั้งขึ้นในสมัยใดไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัด มีประวัติศาสตร์บอกเล่าที่แตกต่างกัน คือ ปรากฏคำบอกเล่าว่า คนบ้านบาตรเดิมเป็นชาวกรุงศรีอยุธยา อพยพมาเมื่อครั้งเสียกรุงใน พ.ศ. 2310 บรรพบุรุษเดิมเป็นชาวเขมรที่เข้ามากับกองทัพไทยในสมัย ร.3 สันนิษฐานกันว่า ชุมชนมีอายุยาวนานกว่าสองร้อยปี ตั้งขึ้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก-มหาราช โปรดให้สถาปนากรุงเทพมหานครขึ้นเป็นราชธานีและขุดคลองรอบกรุงขึ้นในปี พ.ศ.2526 ชาวบ้านบาตรจึงมาตั้งบ้านเรือนในละแวกนอกคลองตามที่อยู่ปัจจุบัน วัฒนธรรมและภูมิปัญญาในชุมชน รูปทรงของบาตร มีดังต่อไปนี้ 1. ทรงไทยเดิม 2. ทรงตะโก 3. ทรงมะนาว 4. ทรงลูกจัน ขั้นตอนการทำบาตรพระแบบโบราณ 1. การตีขอบ คือ การทำปากบาตร 2. การกะเหล็ก คือ การวัดขนาดของเหล็กที่จะนำมาต่อกง 3. การตัดเหล็ก คือ การตัดแผ่นเห็นให้ได้รูปกากบาทตามขนาดที่วัดได้ 4. การเว้าเหล็ก คือ การตัดส่วนปลายของเหล็กรูปกากบาทเว้าลงไปให้เข้ากับปากบาตรพอดี 5. การจักเหล็ก คือ การใช้กรรไกรจักส่วนเว้าของเหล็กรูปกากบาททั้ง 4 ด้าน แล้วตีให้เรียบ 6. การงอเหล็ก คือ การดัดเหล็กส่วนที่จักไว้เป็นรูปโค้งตามลักษณะของบาตร 7. การหักเหล็ก คือ การหักเหล็กที่จักไว้แบบสลับฟันปลา เพื่อประกอบเข้ากับปากบาตร 8. การติดกง คือ การนำแผ่นเหล็กรูปกากบาทที่โค้งและหักสลับฟันปลาประกอบเข้ากับปากบาตร ใช้ค้อนทุบฟันปลาให้ประกอบปากบาตร 9. การกะหน้าวัว คือ การนำแผ่นเหล็กมาวัดกะขนาดให้เข้ากับกง โดยวัดเผื่อไว้สำหรับจักฟันปลา 10. การตัดหน้าวัว คือ การตัดแผ่นเหล็กหน้าวัวตามขนาดที่วัด 11. การจักหน้าวัว คือ การใช้กรรไกรจักเหล็กหน้าวัวให้รอบ แล้วตีให้เรียบ 12. การโค้งหน้าวัว คือ การดัดเหล็กหน้าวัวเป็นรูปโค้ง เพื่อนำมาประกอบกับกง 13. การหักหน้าวัว คือ การงอเหล็กที่จักให้ได้ลักษณะฟันปลา 14. การเข้าหน้าวัว คือ การนำเหล็กหน้าวัวประกอบกับเหล็กกงจนเป็นรูปบาตร 15. การหยอดบาตร คือ การโรยผงประสานทองลงตามตะเข็บด้านในขอบบาตร 16. การแล่นบาตร คือ การละลายผงประสานทองเชื่อมตามตะเข็บ โดยใช้ความร้อนสูง 17. การยุบมุมบาตร คือ การตรวจสอบการเชื่อมติดกัน โดยการตีตามตะเข็บ 18. การลายบาตร คือ การตีบาตรบนทั่งลายบาตรให้ได้รูปทรง แล้วแช่น้ำกรดขัดขี้เหล็กออก 19. การตีเรียงเม็ด คือ การตีบาตรให้เรียบ 20. การตะไบบาตร คือ การตะไบบาตรที่ผ่านการตีเรียงเม็ด เพื่อให้เกิดบาตรขาว 21. การระบมบาตร คือ การนำบาตรขาวไปอบด้วยความร้อนสูงจนเหล็กสุก การมีส่วนร่วมของชุมชน ชุมชนร่วมกันจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน 2551 โดยปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 88 ราย มียอดออมรวมเงินออมทรัพย์ของกลุ่มจำนวน 632,400 บาท มีวัตถุประสงค์การตั้งกลุ่มออมทรัพย์แบ่งเป็น 2 ด้าน คือ 1. ร่วมกันออมสมทบเพื่อเป็นหลักประกันของชุมชนในการขอสินเชื่อจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย ซึ่งปัจจุบันได้รับการอนุมัติสินเชื่อจำนวน 3,011,069 บาท 2. ร่วมกันออมเรือนหุ้นเพื่อจัดสวัสดิการเงินกู้ให้กับสมาชิกที่มีความเดือดร้อน สำหรับช่วยเหลือกันแก้ไขปัญหาของสมาชิกและเป็นทุนหมุนเวียนภายในของชุมชนเพื่อการประกอบอาชีพ การพัฒนาที่อยู่อาศัย สภาพบ้านเรือนมีลักษณะทรุดโทรมบางส่วน และปลูกสร้างชิดกันเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากชาวบ้านไม่มีงบประมาณเพียงพอในการปรับปรุงที่อยู่อาศัยของตน และบ้านบางส่วนมีการให้เช่าช่วงจึงไม่ได้ทำการปรับปรุงมาเป็นเวลานาน ทำให้ขาดการดูแลรักษาและสุขลักษณะที่ดีในการอยู่อาศัย จากสภาพดังกล่าว กลุ่มออมทรัพย์ชุมชนบ้านบาตรและสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์จึงได้ร่วมกันดำเนินการแก้ไขปัญหา ในรายละเอียดต่อไปนี้ 1. ปัญหาเรื่อง “สิทธิ” สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ได้นัดหมายผู้เช่าตรงและผู้เช่าช่วง พูดคุย เจรจาความต้องการระหว่างกัน โดยสถาปนิกโครงการได้ชี้แจงถึงปัญหาที่เกิดขึ้นและนำเสนอแนวทางการปรับปรุงของชุมชน จนนำไปสู่บทสรุปการเจรจาให้ สมาชิกกลุ่มออมทรัพย์ผู้เช่าช่วงที่อาศัยอยู่ในชุมชนมาเป็นเวลานานสามารถกู้เงินจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เพื่อนำไปซื้อสิทธิการเช่าจากผู้เช่าตรงได้จำนวน 9 หลังคาเรือน 2. ปัญหาด้าน “กายภาพทรุดโทรม” กลุ่มออมทรัพย์ชุมชนบ้านบาตรได้ขออนุมัติงบประมาณจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) ในการพัฒนาที่อยู่อาศัยแบ่งเป็น 1. งบประมาณสินเชื่อที่อยู่อาศัย จำนวน 3,011,069 บาท 2. งบประมาณอุดหนุนเพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัย จำนวน 980,000 บาท รวบงบประมาณที่ได้รับจำนวน 3,991,069 บาท โดยมีรูปแบบการปรับปรุงที่อยู่อาศัย 2 ลักษณะคือ - บ้านที่ต้องการปรับปรุงซ่อมแซมจำนวน 16 หลัง - บ้านที่ต้องการซื้อสิทธิและปรับปรุงจำนวน 6 หลัง รวมทั้งสิ้น 32 หลังคาเรือน การพัฒนาระบบสาธารณูปโภค จากปัญหาที่ระบบสาธารณูปโภคเสื่อมโทรมเช่น ผิวถนนแตก, ท่อระบายน้ำชำรุด, จำนวนดวงไฟมีไม่เพียงพอ เป็นต้น รวมถึงอาคารศาลากลางบาตรที่เป็นอาคารอเนกประสงค์ของชุมชนอยู่ในสภาพเสื่อมโทรม ทางกลุ่มออมทรัพย์ชุมชนบ้านบาตรจึงรวมกันคิดหาแนวทางแก้ไข โดยได้มีการระบุปัญหาสาธารณูปโภคและออกแบบพื้นที่ส่วนกลางที่จะใช้ร่วมกันในอนาคต จนได้ข้อสรุปความต้องการเบื้องต้นดังต่อไปนี้ 1. ปรับปรุงศาลากลางชุมชน ที่เก่าแก่ทรุดโทรมและขาดพื้นที่เก็บของ 2. ปรับปรุงผิวถนนที่แตก, ขรุขระ, น้ำขัง 3. ปรับปรุงปรับท่อระบายน้ำชำรุด 4. เพิ่มจำนวนดวงโคมไฟ ให้เพียงพอไม่เสี่ยงต่ออาชญากรรม 5. จัดหาพื้นที่เป็นสวนหย่อม นั่งเล่น 6. จัดหาพื้นที่สนามเด็กเล่น 7. แก้ปัญหาการ จอดมอเตอร์ไซค์เกะกะ ขวางทาง เมื่อได้ข้อสรุปดังกล่าวข้างต้น ทีมสถาปนิกโครงการจึงดำเนินการออกแบบแผนการปรับปรุงสาธารณูปโภคในชุมชน โดยเริ่มจากการปรับปรุงอาคารศาลากลางบ้านบาตร ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณเพื่อพัฒนาที่ระบบสาธารณูปโภคจำนวน 782,043 บาท จากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน)
3 ปี
0
14
ประวัติความเป็นมา ชุมชนวัดสระเกศ เป็นอีกชุมชนหนึ่งที่มีความผูกพันกับพุทธสถานที่สำคัญของประเทศ ได้แก่ วัดสระเกศ ราชวรมหาวิหาร เป็นวัดโบราณ เดิมเรียกชื่อว่า วัดสะแก มีตำนาน เนื่องใน พงศาวดารเมื่อปีขาลจัตวาศกจุลศักราช 1144 พุทธ ศักราช 2325 ปัจจุบันเป็นพระอารามหลวงชั้นโท ชนิดราชวรมหาวิหารตั้งอยู่แขวงบ้านบาตร เขตป้อมปราบศัตรูพ่ายกรุงเทพมหานคร วัดสระเกศมีข้อความปรากฏตามตำนานว่า เป็นวัดเก่าแก่สร้างมาแต่สมัยโบราณ สันนิษฐานว่าจะได้สร้างมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมมีชื่อว่า "วัดสะแก" เพิ่งมาเปลี่ยนเป็นวัดสระเกศเมื่อสมัยรัชกาลที่ 1 ตอนที่ได้สร้างกรุงเทพมหานครเป็น ครั้งแรกมีปรากฏตามพระราชพงศาวดารว่า เมื่อจุลศักราช 1134 เบญจศก ตรงกับพุทธศักราช 2326 นั้นพระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้โปรดให้ลงมือก่อสร้างพระนครรวมทั้งพระบรมมหาราชวังและพระราชวังบวรสถานมงคล ได้รวมผู้คนให้ขุดคลองรอบเมืองตั้งแต่บางลำพู เรื่อยไปจนจดแม่น้ำด้าน ใต้ตอนเหนือวัดจักรวรรดิราชาวาส แล้วโปรดให้ขุดคลอง หลอดแลขุดคลองใหญ่เหนือวัดสะแกอีกคลองหนึ่ง พระราชทานนามว่าคลองมหานาค เพื่อให้เป็นที่สำหรับประชาชนชาวพระนคร ได้ลงประชุมเล่นเพลงและสักวาใน เทศกาลฤดูน้ำเหมือนอย่างครั้งกรุงศรีอยุธยาและวัดสะแกนั้นเมื่อขุดคลองมหานาค แล้วพระราชทานเปลี่ยนนามใหม่ว่า"วัดสระเกศ"และทรงปฏิสังขรณ์วัดสระเกศ ทั้งพระอารามตั้งต้น แต่พระอุโบสถตลอดถึงเสนาสนะสงฆ์และขุดคลองรอบวัดอีกด้วย คำว่า "สระเกศ" นี้ ตามรูปคำ ก็แปลว่าชำระหรือทำความสะอาดพระเกศานั่นเอง มูลเหตุที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงพระราชทานเปลี่ยนชื่อวัดสะแก เป็นวัดสระเกศนี้ มีหลักฐานที่ควรอ้างถึงคือ พระราชวิจารณ์ในพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่องจดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวีข้อ 11 ว่า"รับสั่งพระโองการ ตรัสวัดสะแกเรียกวัดสระเกศแล้วบูรณะปฏิสังขรณ์ เห็นควร ที่ต้นทางเสด็จพระนคร"ทรงพระราชวิจารณ์ ไว้ว่า"ปฏิสังขรณ์วัดสะแกและเปลี่ยนชื่อเป็น วัดสระเกศเอามากล่าวปนกับวัดโพธิ์เพราะเป็นต้นทางที่เสด็จเข้ามาพระนครมีคำเล่าๆกันว่า เสด็จเข้าโขลนทวารสรงพระมุธาภิเษกตามประเพณีกลับจากทางไกลที่ วัดสะแก จึงเปลี่ยนนามว่า "วัดสระเกศ" ในส่วนประวัติชุมชนวัดสระเกศยังไม่มีหลักฐานปรากฏว่ามีการอาศัยอยู่ในพื้นที่ตั้งแต่สมัยใด แต่จากการสัมภาษณ์คุณลุงปักซึ้ง แซ่ตั้ง ผู้สูงอายุที่สุดในกลุ่มผู้ให้ข้อมูลประวัติศาสตร์ (ปัจจุบันอายุ 79 ปี อาศัยอยู่ในชุมชน 59 ปี) พบว่า เดิมชุมชนเป็นตึกแถวทรงอนุรักษ์ ผู้อยู่อาศัยมีจำนวนน้อย เนื่องจากไม่มีถนน เดินทางโดยเรือเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจาก พื้นที่โดยรอบชุมชนเป็นคลอง เช่น คลองมหานาค คลองโอ่งอ่าง คลองแสนแสบ เป็นต้น คลองดังกล่าวมีความอุดมสมบูรณ์มากในอดีต ทำให้ชุมชนมีกินมีใช้ตลอดทั้งปี จนกระทั่งราวปี 2406 ได้มีการสร้างถนนบำรุงเมืองขึ้น เพื่อขยายเส้นทางคมนาคมในเขตพระนคร จึงเริ่มมีรถเข้า - ออกในพื้นที่ได้สะดวก ส่งผลให้มีผู้คนเข้ามาในพื้นที่เป็นจำนวนมาก และเป็นที่ตั้งของสถานที่สำคัญๆ และที่อยู่ของบุคคลสำคัญๆ เป็นจำนวนมาก อาชีพในชุมชน กิจการโรงศพ เดิมอาก๋งของคุณนพดล(พี่โจ้)อพยพมาจากเซี่ยงไฮ้ เมืองจีนมาประกอบอาชีพช่างเฟอร์นิเจอร์ แต่ด้วยหัวคิดที่ไม่ซ้ำใครจึงนำวิชาความรู้ที่ได้มาประยุกต์เปิดเป็นร้านขายโรงศพ และสืบถอดมาแล้ว 3 รุ่น โดยลูกค้าส่วนใหญ่จะกระจายอยู่ทั่วไป อาศัยปากต่อปากของลูกค้าตั้งแต่สมัยแรกเริ่ม และได้มีโอกาสได้รับใช้เจ้านายในวังมาตั้งแต่อดีต เกือบ 70 ปี สิ่งที่ภาคภูมิใจมากที่สุดคือได้มีโอกาสถวายโรงศพไม้สักแด่ สมเด็จย่า , คุณพุ่ม และหม่อมบัว อีกทั้งข้าราชการต่างๆ หรือศพที่อยู่ในราชานุเคราะห์ต่างๆ จำนวนมาก กิจการนี้ยังคงสืบทอดต่อไปรวมทั้งวิชาความรู้ทางด้านช่างไม้เป็นมรดกตกทอกันต่อไป ราคาโลงศพ 1,500 - 250,000 บาท ฉีดยา 8,000 – 10,000 บาท อาหารและขนมพื้นบ้าน ชุมชนวัดสระเกศมีชื่อเสียงด้านอาหารคาวหวานมายาวนาน อร่อยไม่แพ้ใคร แต่ด้วยสภาพการอยู่อาศัยจึงไม่อำนวยให้เปิดเป็นร้านหรือกิจการใหญ่โต อาศัยการบอกต่อของผู้ที่ได้ชิม มักจะเป็นธุรกิจในครัวเรือน สั่งให้ทำแล้วรับไป ราคาย่อมเยา อาหารคาว เช่น แกงเขียวหวาน แกงส้ม ขนมจีนน้ำยา น้ำพริก ไข่พะโล้ ยำต่างๆ (ป้ากิม พี่ต่อน พี่ตุ๊ก) ขนมพื้นบ้าน ของว่างทานเล่น เช่น ถั่วแปบ ขนมเหนียว ขนมต้มแดงต้มขาว ถั่วทอด (พี่แอ๋ว) ตำนานและเรื่องเล่า เปรตวัดสุทัศน์ คุณป้าเล่าให้ฟังว่า เมื่อสมัยเด็ก ๆ คุณยายเล่าให้ฟังถึงที่มาของเปรตวัดสุทัศน์ ซึ่งเกิดจาความเข้าใจผิดและจิตนาการคือ เด็กวัดสมัยก่อนเกิดอยากกินอาหาร กับข้าว หรือขนม แต่ไม่รู้จะทำอย่างไรจึงเล่นสนุกเอาไม้ไผ่มาต่อเป็นขา แล้วเดินไปตามบ้านคนที่จะใส่บาตรตอนเช้า แล้วพูดถึงอาหารที่ตนอยากกินเช่น ข้าวเหนียวดำ ยำไก่ ทำให้คนในสมัยนั้นเข้าใจผิดคิดว่ามีเปรตมาขออาหารจริง ๆ สภาพการอยู่อาศัย ชุมชนวัดสระเกศแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ๆ คือ 1. อาศัยอยู่บนพื้นที่สำนักงานทรัพย์สินฯ ในรูปแบบอาคารพาณิชย์ 1.5 ชั้น ประมาณ 40 กว่าคูหา (เช่ามาตั้งแต่ 100 บาท จนถึงประมาณ 2,500 ) 2. อาศัยอยู่บนพื้นที่วัด แต่เดิมบริเวณรอบนี้เป็นคูคลองและเกิดการทับถมของตะกอนดิน ตื้นเขิน ผู้คนก็อพยพเข้ามาอาศัยอยู่จำนวนมากจึงเกิดเป็นชุมชนขึ้นมา ซึ่งก็สามารถแบ่งออกได้ 2 ส่วน คือส่วนที่เสียค่าเช่ากับวัดปีละ 1,500 บาท และส่วนที่บุกรุกอาศัยอยู่โดยไม่เสียค่าเช่า งานประเพณีประจำปีของวัดสระเกศ/ งานภูเขาทอง แต่เดิมนั้นมักจะใช้ลานวัดเป็นจุดศูนย์กลางของชุมชน เนื่องจากมีเนื้อที่บริเวณกว้างเพียงพอต่อการรวมพล จัดกิจกรรมต่างๆ ที่มาเริ่มแรกของงานวัดก็เริ่มจากงานวันลอยกระทง (ประเพณีสุดท้ายของปี)ซึ่งจัดกันประจำทุกปี งานจะจัด 7 วัน 7 คืน เป็นงานยิ่งใหญ่ประจำปี คนทั่วสารทิศหลั่งไหลเข้ามาเพื่อทำบุญสักการะ ภูเขาทอง ทำให้แม่ค้าบริเวณนี้มีรายได้ดีมาก ต่างก็รอคอยให้ถึงงานประจำปี แม้กระทั้งยังมีการประมูลเนื้อที่ของคนขอทานตามที่พักบันไดต่างๆ เนื่องจากมีผู้คนมาจำนวนมากๆ สันนิษฐานว่าเริ่มจัดตั้งแต่สมัยอยุธยา (สานต่องานลอยกระทงสมัยสุโขทัย) การละเล่นต่างๆ เช่น การเล่นร้องเพลงบนเรือ เป็นต้น และด้วยภูเขาทองที่เป็นสัญลักษณ์ให้งานวัดภูเขาทองสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน สถานที่สำคัญ วังหัสดินทร (บริเวณโรงกลึงไท้เฮง ในปัจจุบัน) เดิมเป็นพระตำหนักของพระองค์เจ้าชายหัสดินทร กรมหมื่นบริรักษ์นรินทรฤทธิ์ มีพระนามเดิมว่า “พระองค์เจ้าหัสดินทร์” ทรงเป็นพระราชโอรสลำดับที่ 19 และที่ 1 ในเจ้าจอมมารดาหนู ในพระบาทสมเด็จพระปวเรนทราเมศวร์ มหิศเรศรังสรรค์ พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว” กล่าวคือ ครั้นเมื่อรัชกาลที่ 4 ได้เสด็จขึ้นเถลิงถวัลยราชสมบัติแล้ว จึงทรงโปรดเกล้าฯสถาปนาสมเด็จพระอนุชาธิราชฯ ขึ้นเป็นพระมหาอุปราชโดยทรงเฉลิมพระเกียรติยศเสมอเหมือนพระเจ้าแผ่นดินพระองค์ที่ 2 ดังปรากฏพระนามในแผ่นสุพรรณบัฏว่า “พระบาทสมเด็จพระปวเรนทราเมศวร์ มหิศเรศรังสรรค์ พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว” ที่พำนักเดิมของสมเด็จพระสังฆราชสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อยู่ ญาโณทโย) (บริเวณบ้านเลขที่ 98/2) เป็นสมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ 15 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สถิต ณ วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ดำรงตำแหน่งเมื่อปี พ.ศ. 2506 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล อดุลยเดช ทรงดำรงตำแหน่งอยู่ 2 พรรษา สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2508 พระชนมายุ 91 พรรษา สะพานดำ เป็นสะพานที่สำคัญในการข้ามคลองมหานาค ที่ถนนจักรพรรดิพงษ์ หน้าวัดสระเกศ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย สร้างเมื่อปีพ.ศ. 2442 สมัยรัชกาลที่ 5ที่มาของคำว่า “สะพานดำ”คือ สะพานดำมีชื่อเต็มๆว่า สะพานนริศดำรัส สันนิษฐานว่าสะพานนี้คงสร้างตามพระดำรัสของ พลเอก สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ ซึ่งเป็นพระราชโอรสองค์ที่ 62 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ตามแนวถนนจักรพรรดิพงษ์เพื่อข้ามคลองมหานาค แล้วตั้งชื่อเพื่อเป็น เกียรติแด่พระองศ์ท่าน แต่คนไทยเป็นคนชอบง่ายๆจึงเรียกกันสั้นๆจากสะพานนริศดำรัส เป็นสะพานดำรัส นานเข้าก็เหลือแค่ สะพานดำ เนื่องจาก เป็นเส้นทางเคลื่อนย้ายพระศพของสมเด็จพระนางเจ้า อินทรศักดิศจี พระวรราชชายาในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทาสะพานเป็นสีดำ (จากคำบอกเล่าของชุมชน) แล้วเรียกว่า “สะพานดำ” เป็นต้นมา ตรอกเซี่ยงไฮ้ เกิดจากกลุ่มคนจีนที่อพยพมาจำนวนเกือบ 40 ครอบครัว เข้ามาอาศัย และนำวิชาความรู้เรื่องช่างไม้นำติดตัวมาประกอบอาชีพเป็นช่างไม้ คำว่าตรอกเซี่ยงไฮ้หรือซอยซียงไฮ้ เป็นคำที่ลูกค้าเรียกกันเป็นแหล่งค้าขายไม้เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ทั้งซอย ขึ้นชื่อเรื่องความประณีต คงทน และราคาไม้แพง ด้วยการเช่าอาคารชั้นครึ่งสองข้างทางจำนวน 40 คูหา (เริ่มแรก 100 บาท ) และประกอบอาชีพเดียวกัน มีลักษณะโดดเด่น ส่วนใหญ่จะไม่มีชื่อร้านมีเพียงร้านเดียวที่มีชื่อร้าน คือ สะพานดำเฟอร์นิเจอร์ ปัจจุบันนี้ด้วยมีวัสดุตกแต่งบ้านชนิดอื่นๆ เข้ามาทดแทน มีความคงทน สะดวกในการติดตั้งและราคาไม่แพง จึงทำให้กิจการช่างไม้ถูกปิดกิจการลง แต่ยังสามารถสั่งทำได้บ้างเป็นบางราย แต่จะไม่มีการเปิดหน้าร้านเหมือนเมื่อก่อนนี้ ปัจจุบันรุ่นลูกหลานส่วนใหญ่ทำงานเป็นพนักงานบริษัทหรือรับราชการ และกิจการส่วนตัว ตรอกเซี่ยงไฮ้เข้ามารุ่นเดียวกับโรงเลื่อนไม้แถวบางโพ (จีนไหหลำ) เมรุปูนหรือลานปูน เป็นลานปูนที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ลานนี้ใช้ประกอบพิธีเผาศพผู้คนต่างๆ ที่อยู่ในวัง ศพจะทำออกมาจากประตูผีแล้วมาทำพิธีที่ลานแห่งนี้ ต่อมาเมื่อ รัชกาลที่ 2 ได้เกิดโรคระบาดมีผู้คนตายจำนวนมากๆ เป็นหมื่นๆศพ ศพที่ถูกนำมาเยอะกว่าที่ลานแห่งนี้จะรับได้ถึงล้นเข้าไปที่วัดสระเกศ ซึ่งเป็นวัดที่อยู่ใกล้มากที่สุด ด้วยศพคนตายจำนวนมาก ๆ จัดการพิธีไม่ทันทำให้ศพเริ่มเน่าเหม็นส่งให้แร้งลงมากัดกินศพดังกล่าวจำนวนมาก และวัดสระเกศจึงเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของแร้งเรื่อยมาก ต่อมาลานปูนได้ถูกสร้างเป็นโรงลิเกใน พ.ศ.2476 (วิกเมรุปูน) มีลิเกทุกวัน ต้องเสียค่าเข้าไปดู มีแม่ค้ามาขายของบริเวณโดยรอบมากมาย วิกลิเกที่เล่นกันประกอบด้วย วิกนายเต็น, วิกนายดิน และวิกนายเจือ ส่วนใหญ่จะเป็นลิเกที่มากจากโรงลิเกแถววัดตรีทศเทพ ต่อมาโรงลิเกดังกล่าวได้กลายมาเป็นโรงเรียนสารพัดช่างในปัจจุบัน ซึ่งยังเปิดทำการเรียนการสอนกันอยู่ ประปาแม้นศรี พ.ศ. 2440 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกำหนดสุขาภิบาล และให้กรมศุขาภิบาลจัดตั้ง “วอเตอร์เวิก” (การประปา) เพื่อคอยจัดหาน้ำสะอาดมาใช้บริโภคภายในพระนคร ด้วยพระองค์ทรงเห็นภัยของน้ำสกปรกมีเชื้อโรค ซึ่งเป็นเหตุให้ราษฎรที่บริโภคเข้าไปเจ็บป่วย ติดโรคระบาด ล้มตาย เป็นอันมาก การจัดหาน้ำสะอาดหรือวอเตอร์เวิก จึงมีความจำเป็นนับแต่นั้นเป็นต้นมา ข้อมูลโครงการบ้านมั่นคงชุมชนวัดสระเกศ สภาพทั่วไป 1. ด้านกายภาพ ที่ตั้ง : ชุมชนวัดสระเกศตั้งอยู่ในซอยคลองถมวัดสระเกศ ติดกับโรงเรียนวัดสระเกศ ถนนจักพรรดิพงษ์ แขวงบ้านบาตร เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร อาณาเขตติดต่อ ทิศเหนือ : กำแพงวัดสระเกศ ทิศใต้ : ถนนบำรุงเมือง ทิศตะวันออก : ซอยคลองถมวัดสระเกศ ออกถนนจักรพรรดิพงษ์ ทิศตะวันตก : ถนนบริพัตร ขนาดที่ดิน : 2-2-74 ไร่ 2. ด้านประชากรและเศรษฐกิจ หลังคาเรือน : 85 หลังคาเรือน ประชากร : 437 คน อาชีพ : ค้าขาย, รับจ้าง, รับราชการ 3. ด้านสังคม ประวัติชุมชน : ชุมชนวัดสระเกศ บริเวณที่ตั้งชุมชนเดิมเป็นที่ว่างของวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เป็นลานกว้างใช้เป็นสนามเด็กเล่น ต่อมา ได้มีการบุกรุกปลูกสร้างเป็นที่อยู่อาศัย โดยชักชวนกันเข้ามาปลูกสร้างที่พักอาศัยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนอยู่กันอย่างหนาแน่นแออัดในเวลาต่อมา อายุของชุมชนวัดสระเกศ มีอายุประมาณ 50 – 60 ปี แต่เริ่มหนาแน่นในประมาณ 20 – 30 ปี หลังจากเริ่มรวมตัวเป็นชุมชน ซึ่งขนาดของชุมชนวัดสระเกศ และมีบางส่วนปลูกบนที่ดินสำนักงานทรัพย์สินส่วน การมีส่วนร่วมของชุมชน ชุมชนร่วมกันจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคม 2552 โดยปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 71 ราย มียอดออมรวมเงินออมทรัพย์ของกลุ่มจำนวน 81,900 บาท มีวัตถุประสงค์การตั้งกลุ่มออมทรัพย์แบ่งเป็น 2 ด้าน คือ 1. ร่วมกันออมสมทบเพื่อเป็นหลักประกันของชุมชนในการขอสินเชื่อจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย 2. ร่วมกันออมเรือนหุ้นเพื่อจัดสวัสดิการเงินกู้ให้กับสมาชิกที่มีความเดือดร้อน สำหรับช่วยเหลือกันแก้ไขปัญหาของสมาชิกและเป็นทุนหมุนเวียนภายในของชุมชนเพื่อการประกอบอาชีพ การพัฒนาที่อยู่อาศัย บ้านเรือนในชุมชนมีลักษณะเป็นทั้งบ้านไม้ และอาคารตึกแถวเก่า ส่วนใหญ่มีสภาพทรุดโทรมไปตามกาลเวลา กลุ่มออมทรัพย์ชุมชนวัดสระเกศ จึงได้มีการร่วมกันจัดกิจกรรมภายใต้ชื่อ “ทาสี ฟื้นฟูอาคารอนุรักษ์เซี่ยงไฮ้ ย่านวัดสระเกศ” ให้สมาชิกได้มีส่วนร่วมปรับปรุงอาคารอนุรักษ์แบบจีนจำนวน 10 ห้องโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นในการดึงดูดให้ชาวบ้านเข้ามาร่วมกันพัฒนาที่อยู่อาศัยในชุมชนต่อไป การพัฒนาระบบสาธารณูปโภค ชุมชนได้มีการสำรวจระบบสาธารณูปโภคภายในชุมชน พบว่าบางแห่งมีสภาพชำรุดทรุดโทรม ซึ่งคณะกรรมการกลุ่มออมทรัพย์สี่แยกแม้นศรี ได้จัดทำแผนของบประมาณเพื่อพัฒนาระบบสาธารณูปโภค จำนวน 560,600 บาทจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) เพื่อปรับปรุงถนนทางเดิน, ท่อระบายน้ำ, และอาคารอเนกประสงค์ภายในชุมชน
3 ปี
1
4
ประวัติชุมชนวังกรมพระสมมตอมรพันธ์ เมื่อกล่าวถึงชุมชนวังกรมพระสมมตอมรพันธ์ ต้องกล่าวถึงวัดเทพธิดาราม ซึ่งเดิมชื่อ วัดพระยาไกรสวนหลวง เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร ตั้งอยู่ริมถนนมหาไชย แขวงสำราญราษฎร์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร มีเนื้อที่ประมาณ 25 ไร่ ครั้นพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาใน พ.ศ. 2379 เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระราชทานแก่พระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าหญิงวิลาส พระราชธิดาพระองค์ใหญ่ (กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ) การก่อสร้างพระอารามนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พระเจ้าลูกเธอ กรมหมื่นภูมินทรภักดี (พระองค์เจ้าชายลดาวัลย์) เป็นแม่กองอำนวยการสร้างในตำบลสวนหลวงพระยาไกรสร้างสำเร็จเมื่อ พ.ศ. 2382 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินผูกพัทธสีมาด้วยพระองค์เอง พระราชทานนามว่า “วัดเทพธิดาราม” รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสมมต อมรพันธ์ทรงดำรงตำแหน่งมรรคนายก พระองค์ทรงเอาพระทัยใส่ดูแลบูรณะซ่อมแซมพระอุโบสถ พระวิหาร ศาลาคร่อมกำแพงระหว่างพระอุโบสถและพระวิหาร 2 หลัง เจดีย์รายรอบพระวิหารศาลารายพระวิหารในกำแพง ตุ๊กตาหิน วิหารน้อย หอไตร และใน พ.ศ. 2444 ทรงบูรณะพระพุทธรูปที่อัญเชิญมาจากจังหวัดพิษณุโลก นำขึ้นประดิษฐานในซุ้มพระปรางค์ทั้ง 4 องค์ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้บูรณะสถานที่จงกรม ศาลาคร่อมกำแพงหลังพระอุโบสถ 2 หลัง สระน้ำ พื้นกุฏิคณะกลาง ปูหินอ่อนพื้นและตกแต่งเครื่องประดับภายใน พระอุโบสถรวมทั้งซ่อมแซมเครื่องใช้ภายในพระอุโบสถ บูรณะประตูกำแพงและกำแพงหน้าวัด ฐานรองม้าหมู่และตู้พระไตรปิฎกรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้สร้างถนนปูกระเบื้องซิเมนต์หลังโรงเรียนธรรมวินัย บูรณะกุฏิ หอฉัน และซุ้มประตูรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ได้บูรณะซ่อมแซมสิ่งที่ชำรุดทั่วไปเล็ก ๆ น้อย ๆ รัชกาลปัจจุบันได้บูรณะศาลาการเปรียญ สร้างถนน สร้างศาลาทรงไทยด้านหลังวัด 2 หลัง บูรณะ ซ่อมแซมกุฏิเสนาสนะและส่วนที่ชำรุดอื่น ๆ โดยทั่วพระอาราม กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้น ทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อ พ.ศ. 2492 ในขณะที่กรมพระสมมตอมรพันธ์ดำรงตำแหน่งมรรคนายก ก็ได้มีการก่อสร้างวังกรมพระสมมติอมรพันธ์เป็นที่พำนัก แต่ด้วยกรมพระสมมตฯ เป็นราชเลขาส่วนพระองค์ ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 จึงตามเสด็จแปรพระราชฐานบ่อยครั้ง ดังนั้น จึงไม่ได้พำนักในวังกรมพระสมมตฯ กรมพระสมมตอมรพันธ์ ทรงสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2458 ทายาทของพระองค์เป็นผู้ถือครองวัง ทั้งนี้ เมื่อย้อนประวัติของกรมพระสมมตอมรพันธ์ พบว่า “สมมติอมรมารค” เป็นพระนามทรงกรมของพระองค์เจ้าสวัสดิประวัติ พระราชโอรสในรัชกาลที่ 4 ครั้นถึงรัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นกรมหมื่นสมมติอมรพันธุ์ และ กรมขุนสมมติอมรพันธ์ ตามลำดับ ต่อมาในรัชกาลที่ 6 ทรงเลื่อนเป็น กรมพระสมมติอมรพันธุ์ กรมพระสมมติอมรพันธ์ เป็นต้นราชสกุล ‘สวัสดิกุล ณ อยุธยา’ เจ้านายพระองค์นี้ทรงรับราชการตำแหน่งสำคัญใน รัชกาลที่ 5 คือ เป็นราชเลขานุการ (ฝ่ายหน้า มาแต่ในสมัยกลางๆ รัชกาล จนกระทั่งปลายรัชกาล ทรงเป็นทั้งเสนาบดีตำแหน่งราชเลขานุการ และอธิบดีกรมพระคลังข้างที่ สะพานพระสมมตอมรมารค สะพานสมมติอมรมารค เดิมนั้นมีสะพานไม้เก่า แต่ครั้งโบราณ ทว่ามีโครงเหล็กรองรับอยู่เพื่อให้แข็งแรงและชักเลื่อนออกจากกันได้ เป็นสะพานสำคัญที่ราษฎรใช้เข้าออกกันอยู่เสมอ โดยเฉพาะการนำศพออกไปฝังหรือเผานอกพระนครตามกฎหมายประเพณียุคนั้นที่ว่าหากมีผู้ตายลงต้องนำศพออกไปปลงนอกพระนคร สะพานเดิมจึงอยู่ตรงประตูซึ่งราษฎรเรียกติดปากกันมาแต่ในรัชกาลที่ ๑ ว่า ‘ประตูผี’ เพราะเป็นประตูหามผีออกไปป่าช้านอกพระนคร ทว่าชื่อเป็นทางการนั้นชื่อว่า “ประตูสำราญราษฎร์”เป็นชื่อที่ทางการตั้งให้แทนชื่อย่านที่เรียกดั้งเดิมว่า ประตูผี ประตูผี เป็นย่านการค้าเก่าแก่ของกรุงเทพฯ บริเวณริมคลองโอ่งอ่าง จุดตัดถนนมหาไชยและถนนบำรุงเมือง ระหว่างวัดเทพธิดารามกับวัดสระเกศ ได้ชื่อมาจากจากประตูเมืองที่เป็นเส้นทางสำหรับลำเลียงศพออกจากเขตประตูเมืองของกรุงเทพฯ (เกาะกรุงรัตนโกสินทร์) โดยเฉพาะเจาะจง ประตูผีมีบทบาทสำคัญต่อประวัติศาสตร์ของกรุงเทพฯ ในคราวที่มีประชาชนเสียชีวิตจากโรคระบาดเช่น อหิวาตกโรค จำเป็นต้องลำเลียงศพจำนวนมากผ่านประตูผีออกมาทำพิธีฌาปนกิจที่วัดสระเกศ ปัจจุบันประตูผีเป็นย่านที่มีชื่อเสียง เนื่องจากมีร้านอาหารขึ้นชื่อหลายร้าน เช่นผัดไทประตูผี ข้าวต้มเป็ดประตูผี เป็นต้น พ.ศ.2435 การตั้งถิ่นฐานของข้าทาสบริวารประมาณ ร.5-ร.6 (รุ่น 1) พ.ศ.2436 เริ่มมีรถราง พ.ศ.2459 ก่อตั้งโรงพิมพ์เลี่ยงเชียงเป็นบ้านไม้2 ชั้น (ปัจจุบัน เลขที่ 223) พ.ศ.2474 กรมหมื่นราชศักดิ์สิ้นพระชนม์ (วังร้าง) พ.ศ.2475 - กรมตำรวจมาเช่าบ้านให้ราชการพัก เนื่องจากใกล้ สน.สำราญราษฎร์ (รุ่น 2) - มีทหารเรือและทหารบกมาเช่าอยู่ด้วยบางส่วน - ตำรวจทหารเริ่มสร้างแฟลต ก็เริ่มย้ายออก - ชาวบ้านกลุ่มแรกเริ่มย้ายเข้ามาอยู่ พ.ศ.2480 ครอบครัวอยู่ละแวกนั้นเริ่มขยับขยายมาอยู่ในบริเวณวังกรม ฯ แทนที่กลุ่มตำรวจทหารที่ย้ายออกไป (รุ่น3) ประกอบอาชีพ เย็บผ้าเหลือง รับเย็บผ้าเหลือง เครื่องสังฆภัณฑ์มาขาย ตาลปัตรใบลาน พ.ศ.2498 ในหลวงทรงผนวช มีคนอพยพเข้ามาเพิ่มเติมเริ่มมีการปรับปรุงอาคารบ้านเรือนไม้ (รุ่นที่ 4ป) พ.ศ.2504 เริ่มมีตรอกไข่ โดยในซอยตรอกไข่มีกิจกรม - ขายไข่ - คนจีนทำเครื่องหวาย - บ้านโคมเขียว พ.ศ.2505 มีการไหว้ครูร่างทรงช่วง วันสงกรานต์ เพื่อแสดงถึงความเคารพครูอาจารย์ การแก้บนด้วยละครชาตรี คณะครูเพิ่มจากวัดสุนทร อาชีพ เครื่องไม้ โต๊ะหมู่ ธรรมาสน์เทศน์ โรงศพ เครื่องสีฝัดข้าว ฯลฯ พ.ศ. 2509 มารดาของท่านพล.อ.ต.สุมานิตย์ กระบวนรัตน์ ได้ขอเข้ามาเช่าตรงกับ ทางสำนักงานทรัพย์สินฯ เพื่อจัดทำโรงเรียนเลิศประสาทวิทยา (โรงเรียนเอกชน) จนกระทั่ง ครูใหญ่เสีย ประกอบกับการดำเนินงานขาดทุน จึงได้ ยกเลิกกิจการ และพล.อ.ต.สุมานิตย์ กระบวนรัตน์ เป็นผู้ถือครองสิทธิการเช่าจนกระทั่งปัจจุบัน พ.ศ.2510 จะมีคนมาวางเพลิง ชาวบ้านเริ่มรวมตัวกันเพื่อดูแลวังและชุมชน พ.ศ.2516 เกิดไฟไหม้ใหญ่ที่ - ตรอกไข่ -ตลาดเสาชิงช้า -โรงครัว(ในวังกรม) -บ้านใกล้ๆป้าจัน อาชีพ หล่อพระพุทธรูป (รับมาขาย) พ.ศ.2525 ยกเลิก โรงเรียนเลิศประสาท ไม่ไม่คนเรียน พ.ศ.2530 ตลาดสำราญราษฎร์เริ่มซบเซา เนื่องจากมีตลาดตรอกหม้อ คนเริ่มจะไป จับจ่ายที่ตลาดตรอกหม้อ พ.ศ.2535 มีประธานชุมชนคนแรก (คูณวิเชียร ถาวรกีรติขจร) เริ่มตั้งชุมชนอย่างเป็น ทางการ(กทม.เริ่มตั้งฝ่ายพัฒนาชุมชน) พ.ศ.2540 เริ่มมีการปรับปรุงชุมชนบ้านชั้นเดียวเริ่มรื้อสร้างใหม่เป็นบ้าน 2 ชั้น ข้อมูลทั่วไป 1. ด้านกายภาพ ที่ตั้ง : อยู่ระหว่างถนนสำราญราษฎร์ และวัดเทพธิดาราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร อาณาเขตติดต่อ ทิศเหนือ : ถนนสำราญราษฎร์ และที่ดินเอกชน ทิศใต้ : ถนนบำรุงเมือง ทิศตะวันออก : ถนนมหาไชย และที่ดินเอกชน ทิศตะวันตก : ที่ดินเอกชน 2. ด้านประชากรและเศรษฐกิจ หลังคาเรือน : 35 หลังคาเรือน ประชากร : 143 คน อาชีพ : ค้าขาย, รับจ้าง, รับราชการ 3. ด้านสังคม ประวัติชุมชน : การตั้งบ้านเรือนในสมัยเริ่มแรก ประมาณ พ.ศ.2435 ในบริเวณชุมชนวังกรมพระสมมตอมรพันธ์นั้น เป็นการตั้งถิ่นฐานของข้าทาสบริวารประมาณสมัย ร.5-ร.6 จากนั้นประมาณ พ.ศ.2475 กรมตำรวจมาเช่าบ้านให้ราชการพัก เนื่องจากใกล้ สน.สำราญราษฎร์ โดยมีทหารเรือและทหารบกมาเช่าอยู่ด้วยบางส่วน จากนั้น พ.ศ.2480 ครอบครัวที่อยู่ละแวกนั้นเริ่มขยับขยายมาอยู่ในบริเวณวังกรม ฯ แทนที่กลุ่มตำรวจทหารที่ย้ายออกไป โดยประกอบอาชีพ เย็บผ้าเหลือง รับเครื่องสังฆภัณฑ์ ตาลปัตรใบลาน มาขาย และได้ก่อตั้งชุมชนอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2535 โดยยังคงมีสภาพดั้งเดิมทางภูมิศาสตร์ที่มีวังเก่าอยู่ ซึ่งเป็นของพระองค์เจ้ากรมพระสมมตอมรพันธ์ ซึ่งเป็นพระโอรสในรัชกาลที่ 4 และเป็นราชเลขาส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และมีสภาพสิ่งปลูกสร้างรอบๆ วังส่วนใหญ่เป็นบ้านไม้ การมีส่วนร่วมของชุมชน เริ่มดำเนินการสร้างความเข้าใจเรื่องกระบวนการบ้านมั่นคงและการออมทรัพย์กับชาวชุมชน ครั้งที่ 1 เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2551 โดยชาวชุมชนได้มีการเลือกคณะกรรมการกลุ่มออมทรัพย์จำนวน 8 คน เพื่อเป็นคณะทำงานของกลุ่มออมทรัพย์ฯ มีสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์ 35 คน และได้รับรองการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ภายใต้ชื่อ “กลุ่มออมทรัพย์ชุมชนวังกรมพระสมมตอมรพันธ์” จากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์, สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) และสำนักงานเขตพระนคร เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2553 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 36 ราย มียอดเงินออมทรัพย์รวมของกลุ่มจำนวน 114,200 บาท มีวัตถุประสงค์ของการตั้งกลุ่มออมทรัพย์แบ่งเป็น 2 ด้าน คือ 1. ร่วมกันออมสมทบเพื่อเป็นหลักประกันของชุมชนในการขอสินเชื่อจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) ในการแก้ปัญหาที่อยู่อาศัย 2. ร่วมกันออมเรือนหุ้น เพื่อที่ในอนาคตจะได้มีการจัดสวัสดิการเงินกู้ให้กับสมาชิกที่มีความเดือดร้อน เพื่อช่วยแก้ปัญหาด้านการเงินของสมาชิก และนำดอกเบี้ยที่ได้จัดเป็นสวัสดิการในด้านต่างๆ กลับคืนสู่สมาชิก การพัฒนาที่อยู่อาศัย เนื่องจากบ้านเรือนของสมาชิกบางส่วนที่เป็นบ้านไม้ที่มีสภาพทรุดโทรม และยังไม่ได้รับงบประมาณสนับสนุนในการปรับปรุงซ่อมแซมที่อยู่อาศัย เบื้องต้น ชุมชนและสำนักงานทรัพย์สินฯ ได้ร่วมกันสำรวจ ความเสียหายของสิ่งปลูกสร้างรายหลัง เพื่อนำมาประเมินและวางแผนรูปแบบในการพัฒนาที่อยู่อาศัย สำหรับการนำไปเสนอของบสินเชื่อเพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) การพัฒนาระบบสาธารณูปโภค ชุมชนได้ร่วมกันสำรวจระบบสาธารณูปโภคของชุมชน และได้ระบุปัญหา รวมถึงความต้องการของชุมชน เพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาระบบสาธารณูปโภคของชุมชนในเบื้องต้น ดังต่อไปนี้ 1. ปรับปรุงผิวถนนที่แตก ขรุขระ และมีน้ำขัง 2. ปรับปรุงท่อระบายน้ำ 3. จัดเก็บสายไฟฟ้า 4. ปรับภูมิทัศน์ในชุมชน ทั้งนี้ ชุมชนได้รับงบประมาณพัฒนาระบบสาธารณูปโภค จาก สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2551 (ภาพรวม) เพื่อปรับปรุงพัฒนาชุมชนฯ แบ่งเป็น 1. งบพัฒนาระบบสาธารณูปโภค จำนวนเงิน 450,179 บาท 2. งบบ่อบำบัดน้ำเสียรายครัวเรือน จำนวนเงิน 38,000 บาท 3. งบปรับภูมิทัศน์ จำนวนเงิน 20,000 บาท ซึ่งจากข้อสรุปเบื้องต้นและวงเงินงบประมาณที่ได้รับการอนุมัติ จะได้มีการดำเนินการออกแบบแผนการปรับปรุงสาธารณูปโภคในชุมชนต่อไป ประวัติกรมพระสมมตอมรพันธ์ วันสิ้นพระชนม์ของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสวัสดิประวัติ กรมพระสมมตอมรพันธ์ พระนามเดิม พระองค์เจ้าสวัสดิประวัติ พระราชโอรสลำดับที่ 49 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่ เจ้าจอมมารดาหุ่น (ท้าวทรงกันดาล) ประสูติเมื่อวันที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2403 พระองค์เจ้าสวัสดิประวัติ ทรงรับราชการในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งแต่ พ.ศ. 2423 ทรงดำรงตำแหน่งไปรเวตสิเกรตารี (ราชเลขาธิการ) กำกับดูแลกรมพระอาลักษณ์ จนกระทั่ง พ.ศ. 2435 กรมพระอาลักษณ์ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นกระทรวง เรียกว่า กระทรวงมุรธาธร และทรงโปรดเกล้าฯให้กรมพระคลังข้างที่ ซึ่งเดิมอยู่ในสังกัดกระทรวงพระคลังมหาสมบัติมาขึ้นกับกระทรวงมุรธาธร ช่วงปลาย พ.ศ. 2435 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้กรมขุนพิทยลาภพฤฒิธาดา ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมุรธาธรและกรมขุนสมมตอมรพันธ์ ทรงดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมพระคลังข้างที่อีกตำแหน่งหนึ่ง ต่อมาในพ.ศ.2436 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้กรมหมื่นสรรพสิทธิประสงค์ เสนาบดีกระทรวง โยธาธิการ เสด็จไปตรวจราชการที่หัวเมือง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้กรมขุนพิทยลาภพฤฒิธาดาไปทรงบังคับบัญชาราชการในหน้าที่เสนาบดีกระทรวงโยธาธิการและให้กรมขุนสมมตอมรพันธ์ ทรงบังคับบัญชาราชการแทนในหน้าที่เสนาบดี กระทรวงมุรธาธรเป็นการชั่วคราว ในช่วงปลายรัชกาล ทรงตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประพาสยุโรป เมื่อพ.ศ. 2450 พร้อมด้วย กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ,กรมหลวงสรรพสาตรศุภกิจ และกรมพระนครสวรรค์วรพินิต ในรัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ สถาปนาพระองค์เป็นกรมพระสมมตอมรพันธ์ ทรงดำรงตำแหน่งสมุหมนตรี และเป็นเสนาบดีที่ปรึกษาพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสวัสดิประวัติ กรมพระสมมตอมรพันธ์ สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 21 เมษายน พ.ศ.2458 พระชนมายุได้ 55 ชันษา ทรงเป็นต้นราชสกุล สวัสดิกุล
3 ปี
0
2
ประวัติชุมชนจักรพรรดิพงษ์ ชุมชนจักรพรรดิพงษ์ ตั้งอยู่บนถนนจักรพรรดิพงษ์ แขวงโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร มีพื้นที่ประมาณ 2 ไร่ เดิมบริเวณทั่วไปจะเป็นดงกล้วย ยังไม่เป็นชุมชนมีรถรางไฟฟ้าผ่านระหว่างพาหุรัด กับสนามม้านางเลิ้ง ในสมัยรัชกาลที่ 8 ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เห็นว่า ประชาชนได้รับความเดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัย จึงได้สร้างตึกแถวพร้อมกันขึ้นมา 3 แห่ง คือ ตึกแถวถนนสามเสนหน้ากรมชลประทาน ตึกแถวหลังวัดชนะสงคราม และตึกแถวจักรพรรดิพงษ์ ชุมชนจักรพรรดิพงษ์ มีตึกแถวจำนวน 52 ห้อง บ้านเดี่ยว จำนวน 28 หลังคาเรือน อยู่ในซอยหลังตึกแถวกับรางระบายน้ำ ส่วนใหญ่จะปลูกแบบครึ่งตึกครึ่งไม้ 2 ชั้น มีประชากรอยู่ประมาณ 500 คน ส่วนใหญ่ประกอบธุรกิจส่วนตัว รับราชการ พนักงานธนาคาร ลูกจ้างบริษัท และรับจ้างทั่วไป บริษัทที่อยู่ในพื้นที่ ได้แก่ ไปรษณีย์หลานหลวง ร้านขายส่งหนังสือการ์ตูน ร้านขายอาหาร ร้านขายของเล่น โรงพิมพ์โบราณ วัดบริเวณใกล้เคียง ได้แก่ วัดสุนทรธรรมทาน วัดโสมนัสวิหาร วัดสิตาราม และวัดสระเกศ สิ่งเคารพบูชาในชุมชน ได้แก่ ศาลเจ้าแม่ทับทิม จาการเติมเต็มประวัติศาสตร์ พบว่า เดิมชุมชนเป็นดงกล้วย ไม่มีถนน มีบ้านเรือนพักอาศัยประมาณ 28 หลังคาเรือน จนกระทั่ง สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบคมนาคมของประเทศ รายละเอียด ดังนี้ 1. สมัยรัชกาลที่ 4 มีการขุดคลองเชื่อมต่อคลองผดุงกรุงเกษม เริ่มจากบริเวณวัดโสมนัสฯ ผ่านโรงเรียนสตรีจุลนาค ต่อเข้ามาสู่พื้นที่หลังชุมชนในปัจจุบัน เรียกว่า “คลองจุลนาค” ซึ่งปัจจุบันคลองดังกล่าว ถูกถมทำถนน เหลือเฉพาะบริเวณหลังชุมชน ทั้งนี้ สันนิษฐานว่าศาลเจ้าแม่ทับทิม น่าจะเริ่มสร้างในยุคนี้ โดยตั้งอยู่ริมคลองตามความเชื่อการตั้งศาลเจ้าแม่ทับทิมทั่วไป 2. สมัยรัชกาลที่ 5 ประมาณปี พ.ศ. 2443 มีการก่อสร้างถนนจักรพรรดิพงษ์ เนื่องในวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโดยพระราชทานนามว่า “ถนนจักรพรรดิพงษ์” ตามพระนามเดิมของพระอนุชาสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมีฯกรมพระจักรพรรดิพงศ์ (ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าเหตุใดจึงสะกดไม่เหมือนกัน) 3. พ.ศ. 2488-2490 สร้างตึกแถวจักรพรรดิพงษ์ 52 หลังคาเรือน เป็นตึกรูปทรงร่วมสมัยในยุคเดียวกับตึกกรมชลประทาน และตึกท่าพระอาทิตย์ 4. พ.ศ.2506 เริ่มก่อตั้งโรงพิมพ์ “รุ่งรัตน์การพิมพ์” และมีโรงพิมพ์เกิดขึ้นมากมาย ในชุมชน เป็นศูนย์รวมนักเขียนของกรุงเทพฯ 5. พ.ศ. 2510 เกิดร้านขายกล้วยทอดเจ้าแรก “ร้านแม่กิมล้ง” 6. พ.ศ. 2512 บ้านป้ายานีเกิดอุบัติเหตุเพลิงไหม้แต่ดับได้ทัน 7. 14 ตุลาคม 2516, 16 ตุลาคม 2519, พ.ค. 2535 เกิดการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองมีนักศึกษาเข้ามาหลบภัยในชุมชน 8. พ.ศ. 2526 มีการจัดตั้งชุมชนอย่างเป็นทางการ/มีคณะกรรมการชุมชนชุดแรก 9. พ.ศ. 2536 เกิดร้านตัดเสื้อ “สูทอานนท์” ตัดเสื้อสูทให้กับรัฐมนตรี คณะผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ คณะผู้บริหารการบินไทย 10. พ.ศ. 2538 เริ่มมีการทำกิจการขายส่งหนังสือต่อยอดการทำสำนักพิมพ์ 11. พ.ศ. 2550 เริ่มมีการดำเนินโครงการบ้านมั่นคงในชุมชน 12. พ.ศ. 2551 เกิดการปรับปรุงศาลเจ้าแม่ทับทิม อาชีพดั้งเดิมในชุมชน ประกอบด้วยอาชีพหลักๆ ดังนี้ 1. ด้านอาหาร ได้แก่ ร้านน้ำชาหน่ำเฮงหลี, ร้านขนมครก, ร้านขนมจีนน้ำยาป้าจิ๋ว, ร้านต้มเลือดหมู, ร้านขายขนมเบื้อง, ร้านกล้วยทอด (เช่น ร้านแม่กิมล้ง, ร้านแม่กิมยุ้ย) 2. ด้านศิลปวัฒนธรรม ได้แก่ ร้านหล่อพระ, ร้านขายพระ, บ้านลิเก (สุพรรณ พราหมณ์พรรณ), สำนักพิมพ์ (เช่น โรงพิมพ์เพลินจิต, รุ่งรัตน์การพิมพ์) 3. ด้านสาธารณสุข ได้แก่ ร้านโสมทองเดิมเป็นสุขศาลา ต่อมาเป็นคลินิกหมอเกรียง (รักษาเฉพาะกามโรค), ร้านโซฟาเดิมเป็นคลินิกรับเอ็กซเรย์เอกชนแห่งแรกของประเทศไทย (โดยคุณหมอเจริญ สีหวนิช), ร้านฮ.ธนศิลป์เดิมเป็นที่ตั้งโรงงานวิเศษนิยมผลิตยาผงวิเศษนิยม, บ้านเลขที่ 192 เดิมเป็นบ้านอธิบดีกรมโรงงานต่อมาเป็นโรงงานยาหอมพม่าตราพระธาตุแรงกูร และผลิตยาน้ำตราแม่แบกลูก 4. ด้านงานบริการ ได้แก่ ร้านสูทอานนท์, ร้านเสริมสวยวิมล, ร้านตัดเสื้อสตรี (ปัจจุบันเป็นรุ่งรัตน์การพิมพ์), อาคาร TAT เดิมเป็นร้านไทยยนต์รับเหมาก่อสร้าง ผู้มีชื่อเสียงที่อยู่ในชุมชน และเข้ามาติดต่อชุมชนเป็นประจำ ประกอบด้วย กลุ่มหลักๆ ดังนี้ 1. กลุ่มการเมือง ได้แก่ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช (นักปราชญ์ นักเขียน นักการเมือง และศิลปินแห่งชาติ), นายประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ (อดีตรองนายกรัฐมนตรี และสมาชิกวุฒิสภา), นายบุญชู โรจนเสถียร (อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีหลายสมัย) ส่วนใหญ่มาหารือกัน ที่ร้านน้ำชา หน่ำเฮงหลี 2. กลุ่มนักเขียน ได้แก่ สละ ลิขิตกุล (อดีตบรรณาธิการหนังสือพิมพ์สยามรัฐ),ไม้เมืองเดิม, ดอกดิน กัลยามาลย์ ส่วนใหญ่มาติดต่อสำนักพิมพ์/โรงพิมพ์ 3. กลุ่มอาหาร ได้แก่ หม่อมราชวงศ์ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ มาชิมอาหารในชุมชน เครื่องมือในการประกอบอาชีพ เช่น สิ่วตอกน้ำแข็ง (ร้านน้ำชาหน่ำเฮงหลี), เครื่องโม่แป้ง (บ้านป้ายานี), อุปกรณ์ทำขนมจีนน้ำยาโบราณ (บ้านป้าจิ๋ว) ประวัติศาสตร์ชุมชนจักรพรรดิพงษ์ ถนนจักรพรรดิพงษ์ ตั้งอยู่ในเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร โดยเริ่มตัดจากถนนบำรุงเมือง แยกแม้นศรี ไปจนบรรจบกับถนนราชดำเนิน โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น และพระราชทานนามว่า "ถนนจักรพรรดิพงษ์" เพื่อเป็นเกียรติยศแก่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงษ์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงษ์ ประสูติเมื่อวันอังคาร เดือน 2 แรม 3 ค่ำ ปีมะโรง สัปตศก จุลศักราช 1218 ตรงกับวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2399 เล่ากันมาว่าทรงมีพระอุปนิสัยสงบเสงี่ยมและจริงจังเอาการเอางานเป็นอย่างยิ่ง ในคำกลอนสังเกตพระอัชฌาสัยเจ้านายเมื่อยังทรงพระเยาว์ ซึ่งคงจะแต่งกันล้อเล่นในหมู่เจ้านายโดยไม่ปรากฏนามคนแต่งเอ่ยถึงพระองค์ขณะพระชันษา 12 ว่า "พูดอะไรไม่เท็จ ท่านกลาง" เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสยุโรปครั้งแรก พ.ศ. 2439 โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งพระอัครราชเทวี เป็นสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์พร้อมกันนั้นได้โปรดเกล้าฯ ตั้งผู้ปรึกษาของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ 4 พระองค์และ 1 ท่าน คือ • สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงศ์ (พระยศในขณะนั้น) • สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระภาณุพันธุวงศ์วรเดช • สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าเทวัญอุไทยวงศ์ กรมหลวงเทววงศ์วโรปการ • พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร กรมหลวงดำรงราชานุภาพ • เจ้าพระยาอภัยราชาสยามานุกูลกิจ (โรลัง ยัคมินส์) ระหว่างที่ทรงเป็นที่ปรึกษาผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์อยู่นั้น สมเด็จฯ กรมพระจักรพรรดิพงศ์จะเสด็จตรวจราชการตามท้องถนนดูแลทุกข์สุขและความเป็นไปของราษฎรอยู่เสมอ ๆ จากบันทึกของนักข่าวสยามไมตรีสิริ ออบเซิร์ฟเวอร์ หนังสือพิมพ์ในสมัยนั้นรายงานข่าวลงในคอลัมน์ข่าวทั่วไปว่า “ได้พบร่างของใครคนหนึ่งออกมาเดินท่อมๆ อยู่ตามลำพัง ในลักษณะสอดส่ายสายตามองเหตุการณ์ท้องถนนอย่างขมักเขม้น ขณะนั้นเป็นเวลาราวสองยามของคืนวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2439 ท่ามกลางความมืดมิดของราตรีกาลในตอนค่อนคืนนี้ปรากฏว่าผู้นั้นได้เดินอยู่ตามลำพังโดยปราศจากความหวั่นเกรงต่ออันตรายจากเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้ การปรากฏว่าท่านผู้นั้นคือสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระจักพรรดิพงศ์ เสด็จพระราชดำเนินอยู่ตรงสะพานหก มุมวัดราชประดิษฐ์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงษ์ ทรงเป็นพระราชวงศ์พระองค์หนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปการปกครองในช่วงต้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีพระองค์แรกของกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ ทรงวางรากฐานการดำเนินงานของกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ และทรงกำหนดระเบียบวิธีการจัดเก็บภาษีอากรอย่างเป็นระบบ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงษ์ ประทับอยู่ ณ พระราชวังเดิม ซึ่งเป็นพระราชวังตั้งแต่ครั้งกรุงธนบุรี ตั้งแต่ พ.ศ. 2424 จนกระทั่งสิ้นพระชนม์ในวันพุธ เดือน 5 ขึ้น 12 ปีชวด โทศก จุลศักราช 1262 ตรงกับวันที่11 เมษายน พ.ศ. 2443 พระชันษาได้ 43 ปี 2 เดือน 27 วัน การคมนาคม การคมนาคม เมื่อปีพ.ศ. 2400 ส่วนใหญ่ เป็นการสัญจรทางเรือ ดังนั้นจึงมีการขุดคลองที่สำคัญในบริเวณย่านนางเลิ้ง และชาวชุมชนจักรพรรดิพงษ์ได้ใช้ประโยชน์ในการสัญจรด้วย ได้แก่ คลองผดุง กรุงเกษม กับคลองจุลนาค ซึ่งคลองจุลนาค ปากคลองอยู่บริเวณวัดโสมนัส ผ่านจักรพรรดิพงษ์ หลานหลวง ออกสู่คลองแสนแสบ วัฒนธรรมประเพณี ชาวชุมชนจักรพรรดิพงษ์ มีเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจที่สำคัญ คือ ศาลเจ้าแม่ทับทิม ซึ่งสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2484 และต่อมาได้มีการปรับปรุงศาลเจ้าแม่ทับทิมใหม่ ในปีพ.ศ.2551 การพัฒนาชุมชนและที่อยู่อาศัย ชุมชนจักรพรรดิพงษ์ ได้มีการแต่งตั้งให้เป็นชุมชนอย่างเป็นทางการ และ มีคณะกรรมการชุมชนครั้งแรก เมื่อปีพ.ศ.2526 และปี 2551 ได้มีการพัฒนาที่อยู่อาศัยตามโครงการบ้านมั่นคง ข้อมูลโครงการบ้านมั่นคงชุมชนจักรพรรดิพงษ์ สภาพทั่วไป 1. ด้านกายภาพ ที่ตั้ง : ชุมชนจักรพรรดิพงษ์อยู่ในพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์เป็นพื้นที่ย่านเมืองเก่า ตั้งอยู่ในพื้นที่แขวงวัดโสมนัส เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย ที่ตั้ง : อาณาเขตติดต่อ ทิศเหนือ ติดต่อกับ ถนนนครสวรรค์ ทิศใต้ ติดต่อกับ ถนนหลานหลวง ทิศตะวันออก ติดต่อกับ ถนนจักรพรรดิพงษ์ ทิศตะวันตก ติดต่อกับ คลองระบายน้ำจุลนาค ชุมชนจักรพรรดิพงษ์ มีพื้นที่ 2 ไร่ จำนวนหลังคาเรือน 80 หลังคาเรือน ตึกแถวด้านหน้ามีจำนวน 52 หลังคาเรือน บ้านเดี่ยว,บ้านครึ่งตึกครึ่งไม้ 28 หลังคาเรือน จำนวนประชากรทั้งหมด 600 คน แบ่งเป็นชาย 350 คน หญิง 250 คน ขนาดที่ดิน : 3-1-18 ไร่ 2. ด้านประชากรและเศรษฐกิจ หลังคาเรือน : 80 หลังคาเรือน ประชากร : 600 คน อาชีพ : ค้าขาย, รับจ้าง, รับราชการ การมีส่วนร่วมของชุมชน ชุมชนร่วมกันจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2551 โดยปัจจุบันมีสมาชิกจำนวน 112 ราย มีวัตถุประสงค์การตั้งกลุ่มออมทรัพย์แบ่งเป็น 2 ด้าน คือ 1. ร่วมกันออมสมทบเพื่อเป็นหลักประกันของชุมชนในการขอสินเชื่อจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เพื่อแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัย 2. ร่วมกันออมเรือนหุ้นเพื่อจัดสวัสดิการเงินกู้ให้กับสมาชิกที่มีความเดือดร้อน สำหรับช่วยเหลือกันแก้ไขปัญหาของสมาชิกและเป็นทุนหมุนเวียนภายในของชุมชนเพื่อการประกอบอาชีพ การพัฒนาที่อยู่อาศัย สภาพโดยรวมชุมชนจักรพรรดิพงษ์อยู่ในสภาพเสื่อมโทรมต้องการซ่อมแซมปรับปรุงให้ดีขึ้น ตึกแถวเป็นตึกที่สร้างมากว่า 60 ปี ภายในตัวตึกจะมีรอยแตกแยกและสภาพของปูนฝาผนังร่อนหลุดล่วง ด้านหน้าที่เป็นระเบียง ก็มีสภาพเดียวกัน ได้มีการซ่อมแซมตามสภาพและตามกำลังของแต่ละบ้าน ปัจจุบันนี้ จากการที่ชาวชุมชนรวมกันตั้งกลุ่มออมทรัพย์ของตน และเข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคง ทำให้การปรับปรุงที่อยู่อาศัยของชุมชนอยู่ในขั้นตอนการออกแบบจากทีมงานสถาปนิกโครงการ และมีอาคารที่จะเริ่มปรับปรุงซ่อมแซมหน้ากากอาคาร เพื่อเป็นต้นแบบให้กับบ้านหลังอื่น ได้แก่ อาคารโสมทอง ซึ่งมีคุณวิเชียร เป็นผู้เช่าตรง โดยคุณวิเชียร เป็นผู้เช่าตรงรายแรกของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ที่ได้ผ่านกระบวนพิจารณาเห็นชอบการพิจารณาสิทธิจากชาวชุมชนจักรพรรดิพงษ์ ในการเข้ามาใช้ประโยชน์อาคารโสมทองของชุมชนจักรพรรดิพงษ์ ก่อนที่จะได้รับสิทธิการเช่าจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ การพัฒนาระบบสาธารณูปโภค เส้นทางเดินภายในชุมชนมีระดับพื้น ที่ไม่เท่ากัน เกิดน้ำขังเมื่อฝนตก และสะพานทางเดินด้านหลังชุมชน ชำรุด เสียหาย ส่วนสะพานที่สร้างขึ้นมาแทนเป็นแบบชั่วคราว ไม่สามารถรับน้ำหนักมากๆได้ ในขณะที่ชุมชนมีปัญหาน้ำเน่าเสีย และการทิ้งขยะลงในเส้นทางระบายน้ำสาธารณะของ กทม. ทำให้เกิดการส่งกลิ่นเหม็นและสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรม อีกทั้งชุมชนจักรพรรดิพงษ์ยังขาดพื้นที่ส่วนกลางของชุมชน สำหรับประชุมหรือ จัดกิจกรรมภายในชุมชน ต้องใช้พื้นที่บริเวณทางเข้าชุมชนแทน ปัจจุบันนี้ หลังจากที่ชาวชุมชนจักรพรรดิพงษ์ได้เข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคง ทำให้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณพัฒนาสาธารณูปโภคจำนวน 334,846 บาท จากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) และได้มีการขออนุญาตใช้สถานที่คือ อาคารTAT จากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ มาเป็นอาคารอเนกประสงค์ เพื่อให้ชาวชุมชนได้ใช้ในการทำกิจกรรมต่างๆของชุมชน รวมถึงเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของชาวชุมชนทั้ง 6 ชุมชนย่านป้อมปราบ-พระนคร ในแผนการที่จะปรับปรุงอาคารTAT ให้เป็นศูนย์กลางในการทำงานระดับเมืองต่อไปในอนาคต
3 ปี
0
9
ปั่นจักรยานที่ถนนสีเขียวค่ะ ;)
4 ปี
0
20
ปั่นจักรยานรอบๆ เมือง เป็นอากาศบริสุทธิ์ เป็นพื้นที่สีเขียว เหมาะกับคนที่ต้องการมาผ่อนคลาย :) #tourdeknok
4 ปี
0
22
#tourdeknok
4 ปี
0
15
คุณลุงวิทยากรอธิบายการเพาะเห็ด
4 ปี
1
27
#tourdeknok #ทีมพี่ฌอห์ณ
4 ปี
0
9
ทริปนางงาม ณ บางกระเจ้า #tourdeknok
4 ปี
0
27
#ทักร์เด็กนอก(ห้องเรียน)
4 ปี
0
17
*ชอบจัง.. หลงรัก "SOOK Travel โดย สสส." การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ นำพาไปเยี่ยมชมพื้นที่แหล่งเรียนรู้ย่านต่างๆในเมืองกรุง และวันนี้ประทับใจสุด มีการสอดแทรกเนื้อหาศิลปวัฒนธรรมไทย • ชมการแสดงหุ่นกระบอก ดีมาก บอกเลอ! กับการพักผ่อนของเราในวันหยุด เดือนละครั้งเท่านั้นน
4 ปี
0
21
เที่ยวริมคลองหลอด
4 ปี
1
199